ขอบคุณมากนะคะ "น้องคิม" ที่แวะมาคุย ดีจังค่ะที่อ่านหนังสือทุกประเภทสัปดาห์ละ ๒ เล่ม พี่จะนำไปยกตัวอย่างในบันทึกต่อไปของ Blog "Learntoknow" ที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ "การรักการอ่าน"  รวมอยู่ด้วย  และจะยกตัวอย่างให้นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (5 ปี) ฟัง ว่าคนที่รักการอ่านนั้นคือคนที่อ่านเพราะอยากอ่าน และมีความสุขที่ได้อ่านโดยไม่ต้องให้สิ่งภายนอก (เช่น การสอบ) มาเป็นตัวกระตุ้น เพราะนักศึกษาทุกสาขาส่วนใหญ่จะไม่รักการอ่าน

          ภาคเรียนนี้พี่ได้รับมอบหมายให้สอนวิชา "จิตวิทยาสำหรับครู" 3 หมู่เรียนๆ ละ 4 คาบ เดี๋ยวนี้เขาใช้ระบบการลงทะเบียนเรียนแบบ  "Online" อธิการบดีบอกในวันประชุมคณาจารย์ฯ (1 มิ.ย.) ว่า มหาวิทยาลัยกำหนดให้นักศึกษายืนยันการลงทะเบียนให้เสร็จสิ้นในวันที่ 3 มี.ค. เพราะเริ่มการเรียนการสอนในวันที่ 6 มิ.ย. พี่เช็คทางเน็ทเมื่อเช้านี้พบว่าพี่มีตารางสอนวันพุธ พฤหัสฯ และศุกร์ นิเทศวันจันทร์ วันอังคารทำงานอื่น เช่น วิจัย เป็นต้น แต่เช็คการลงทะเบียนของนักศึกษาแล้วพบว่าห้องทีเรียนวันพุธกับพฤหัสฯ ซึ่งเรียนภาคเช้า มีนักศึกษาลงทะเบียนเต็มห้อง (ระบบล็อคไว้ 50 คน) แต่วันศุกร์ที่เรียนจนถึงเย็นมีนักศึกษาลงแค่ 17 คน (นักศึกษาจะไม่ชอบเรียนบ่ายวันศุกร์เพราะเขามักจะกลับบ้านกัน) พี่โทรฯ ถามรองผอ.ฝ่ายหลักสูตร ท่านบอกว่าการลงทะเบียนจะสิ้นสุดจริงๆ ในวันที 20 มิ.ย.โน่น ก็เลยไม่รู้ว่าห้องวันศุกร์จะเปิดไหมเพราะถ้านักศึกษาน้อยกว่า 25 คนพี่ก็จะขอยุบ แล้วเขาก็จะไปเพิ่มจำนวนักศึกษาที่ออกนิเทศให้เป็นการชดเชย 

           โรงเรียนในหมู่บ้านที่ตั้งฟาร์มเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนประมาณ 50 คนเท่านั้น เปิดสอนชั้นอนุบาลถึงป. 6 แต่มีครูรวมผอ.แค่ 4 คน ครูไม่ครบชั้น บ้านที่เขามีฐานะหน่อยเขาจะส่งลูกไปเรียนที่อื่น อดีตผอ.และครูคนหนึ่งก็เป็นลูกศิษย์ของพี่ พ่อใหญ่สอเป็นประธานกรรมการสถานศึกษา แกมอบเงินสนับสนุนโรงเรียนปีละ 5,00 บาท แจกรองเท้านักเรียนทุกคนและมอบขนมนมเนยให้เด็กในวันเด็กและวันปัจฉิมนิเทศนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา มอบไก่บ้าน ปลา ให้โรงเรียนนำไปเลี้ยง และมอบกิ่งพันธุ์แก้วมังกรให้นำไปปลูก แต่กี่ปีกี่ปีพี่ก็ไม่เห็นมันโต พี่เองก็สนับสนุนตำรา เอกสารวิชาการ และสื่อการสอนที่พี่ผลิตขึ้น พ่อใหญ่สอเคยแจ้งความจำนงว่าจะไปช่วยสอนงานเกษตร แต่ผอ.ที่ย้ายมาใหม่ภาคเรียนที่แล้วไม่รู้จะยังไง เพราะเห็นว่ายังไม่เคยประชุมกรรมการสถานศึกษาเลย พ่อใหญ่สอจะมีปัญหาด้านการสื่อสารกับชาวบ้าน เพราะแกเป็นคนอยุธยา แม้จะเป็นอาจารย์วิทยาลัยครูอุบลฯ มาตั้งแต่ปี 2514 แต่แกก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอีสานเพราะไม่ยอมเรียนรู้ เวลาประชุมชาวบ้าน หรือประชุมคณะกรรมการต่างๆ ซึ่งแกเป็นที่ปรึกษา เขาก็ใช้ภาษาอีสานกันเลยคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง พี่จะบอกให้แกทราบถึงกำลังใจที่น้องมอบให้แก วันนี้ส่งมะม่วงแล้วแกกับพี่ก็ไปขอต้นไม้ที่สวนรุกขชาติเพื่อนำไปปลูกที่วัด (เดิมบ้านนี้ไม่มีวัด แกได้ซื้อที่ 7 ไร่รวมกับเจ้าของที่ให้อีก 7 ไร่ สร้างวัด แต่จนเดี๋ยวนี้เรื่องการถวายที่ให้วัดก็ยังไม่เกิดขึ้น เพราะมีปัญหาโฉนด ตอนที่แกซื้อพี่ไม่ได้ไปด้วยแต่พอมีปัญหาแกจะให้พี่ไปแก้ ชาวบ้านเล่าว่าเวลามีงานที่วัด น้องชายของเจ้าของที่จะมาเป็นพิธีกรและจะพูดทุกครั้งว่าพี่สาวถวายที่สร้างวัด 14 ไร่ไม่ได้พูดถึง 7 ไร่ที่พ่อใหญ่สอซื้อด้วยเงินสองแสนกว่าเลย) พี่ขัดใจที่แกไม่ได้ถ่ายรูปต้นกล้าที่เพาะไว้ไปให้พี่ดู ทั้งที่ย้ำแล้วย้ำอีก

            พี่เป็นคนหนึ่งที่ชอบงานวิจัยชุมชน พี่เคยได้รับทุนจากสำนักงานคณะวิจัยแห่งชาติให้ดำเนินการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ในท้องที่ชนบท) ซึ่งพี่ได้ดำเนินการในรูปแบบของ "โครงการบ้านโรงเรียนร่วมใจ" ภายหลัง   ดร.อมรวิชช์ นาคร ทรรพ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และทีมชอบใจโครงการนี้ ได้ให้พี่เขียนโครงการวิจัยเพื่อขยายผล แต่ตอนนั้นพี่เรียน Ph.D ที่ออสเตรเลียอยู่ด้วยก็เลยไม่มีเวลาดำเนินการ ถ้าน้องทำวิจัยชุมชนคงได้แลกเปลี่ยนกันนะคะ