P

สวัสดีเพื่อนบางทราย (ขอเรียกตามนามแฝงนะ)

  • ทำไมต้อง "เข็น" ครกขึ้นภูเขาด้วย ทั้งเข็นทั้งลากจะเบาแรงไปได้ครึ่งหนึ่ง แต่ก็ขอเอาใจช่วยให้ทำสำเร็จ เอาครกขึ้นไปอยู่บนเขาให้ได้ตามที่ "ฝัน" นะ
  • คำถามที่ตั้งดีมากเลย ที่ว่า "ทำไมเราจึงไม่เกิดกระบวนการคิดแบบดังกล่าว" แล้วที่สงสัยว่า "เป็นเพราะระบบการศึกษาหรือเปล่า"
  • ผมคิดว่าการศึกษามีส่วนสำคัญในกรณีทั่วๆไป เพราะระบบโรงเรียน โดยวิธีการเรียนการสอนไม่ได้กระตุ้นให้นักเรียนฝันอะไร ตรงข้ามให้ "ท่องจำ" ความรู้สำเร็จรูปที่มีอยู่แล้ว คนสอนเองก็เข้าใจว่าการศึกษาคือ การถ่ายทอดความรู้ (transfer of knowledge) จากครูหรือตำรา ลูกผมตอนยังเล็กร่าเริงสดใส พอไปเข้าโรงเรียนกลับบ้านมาหงอยทุกวัน เป็นหน้าที่ของครอบครัวอย่างเราๆ ที่ต้องปกป้องเอาเองไม่ให้จินตนาการของเด็กถูกบดขยี้ไปโดยระบบการเรียนกาสอนแบบนั้น เพื่อนเราหลายคนก็เลยไม่ให้ลูกเข้าโรงเรียนไปเลย วิศิษฐ วังวิญญู ก็ทำ Home Made School (คนละอันกับ Home School) ดูหนังสือที่วิศิษฐ เขียน เพิ่งออกไม่นานมานี้ ชื่อ "โรงเรียนทำเอง" ล่าสุดเพิ่งได้ข่าวว่าสวิง (ตันอุด) ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เอาลูกออกจากโรงเรียนเหมือนกัน
  • นอกจากเรื่องระบบการศึกษาแล้ว ผมคิดว่าปัญหาของ "คนร่ำรวยจินตนาการ" (อย่างผมก็หนึ่งในนั้น) คือ ทั้งคิดทั้งฝันเรื่องใหม่ๆ แล้วก็เริ่มแต่ไม่ "กัด" เพราะไปฝันเรื่องอื่นต่อ เลยทำอะไรไม่ค่อย "เสร็จ" พอสะสมความ "ไม่เสร็จ" ในแต่ละเรื่องเล็กๆ ได้ถึงระดับหนึ่งก็พัฒนาขึ้นเป็นความ "ไม่สำเร็จ" ของเรื่องใหญ่ แต่จะให้หยุด "ฝัน" ทันทีก็ไม่ได้  สิ่งที่ทำได้ก็คือการต่อสู้กับความ "จับจด" ของตัวเอง และพยายาม "จดจ่อ" กับเรื่องที่มีความสำคัญ "ต้องทำ" ไม่ใช่ "ควรทำ" หรือ "น่าทำ"
  • เรื่องที่ฝัน(ฝันกลางวันนะ เพราะที่ฝันกลางคืนไม่เคยจำได้ ไม่รู้เพราะเหตุใด)มักจะเป็นเรื่องที่ "น่าทำ" ซึ่งหมายถึงไม่ทำก็ไม่เป็นไร แต่ผมก็มักใช้ "เวลา" ส่วนใหญ่อยู่กับเรื่องที่ "น่าทำ" ทั้งหลายแหล่นี้มาก รวมทั้งบางเรื่องที่เขียนใน g2k (จริงๆ ควรเป็น g4k นะ คือ go FOR knowledge คือการสร้างความรู้ใหม่ ไม่ใช่ go TO knowledge ที่ไปหาความรู้ที่มีอยู่แล้วอย่างเดียว - นี่ก็ฝันอีกแล้ว เป็นโรค "ความคิดวิ่งปรู๊ดปร๊าด" จับไม่ค่อยอยู่) 
  • ปีที่แล้วได้ไปเข้าคอร์สอบรมนพลักษณ์(เอนเนียแกรม)มา โดยการชักชวนของน้องจิง (บรรณาธิการสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล) ซึ่งมีประโยชน์มาก ต้องขอบคุณน้องที่ทำให้เราได้เห็นภาพตัวเองที่เป็น "ความจริง" บางอย่างของชีวิตเรา ที่เราไม่ได้สังเกต หรือเห็นอยู่แว๊บๆ แต่มองข้ามไป การเข้าร่วมในกระบวนการกลุ่มที่เราต่างก็เป็นกระจกให้กันและกันอย่างจริงจังจริงใจ (ไม่ทะเลาะถกเถียงกัน) พร้อมๆ กับสังเกตตัวเองไปด้วยนี้ทำให้ผมพบว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์เจ็ด นักผจญภัย (วิทยากรเขาไม่บอกครับว่าใครลักษณ์ไหน เป็นจรรยาบรรณของเขา ทุกคนต้องวิเคราะห์ตัวเองค้นพบตัวเองเอาเอง จากการเข้าร่วมกิจกรรมและการอ่านเอกสาร-หนังสือที่เขาแจก เพราะบอกไปอาจไม่ใช่ก็ได้ เขาบอกว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์นั้นอยู่เป็นปี ก่อนที่จะมาพบว่าไม่ใช่ในภายหลัง)
  • จุดแข็งของพวกลักษณ์เจ็ด หรือ คนเจ็ด อย่างผมคือ คิดเก่ง เชื่อมโยงเก่ง เชื่อมสิ่งที่ดูเหมือนไม่สัมพันธ์กันให้สัมพันธ์กันได้ จึงสร้างความทึ่งความประหลาดใจให้คนรอบข้างได้เสมอ ทำให้มีเสน่ห์ แต่จุดอ่อนคือทำไม่เก่งเพราะ "จับจด" 
  • เป็นปีแล้วครับที่พยายามฝึกตนเองให้ "จดจ่อ" กับเรื่องที่ "ต้องทำ" ไม่ใช่ "น่าทำ" ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการครับ ยังไม่สำเร็จ แต่ดีขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่ได้โฆษณาเอ็นเนียแกรมว่า "เจ๋ง" ที่สุดนะ แต่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยาก "รู้จักตัวเอง" จากประสบการณ์ของผมที่ไปมาแล้ว ตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาเปิดบล็อกร่วมแลกเปลี่ยนอยู่ใน g2k แล้วครับ คุณวาจาสิทธิ์ ลอเสรีวาณิช ลองเข้าไปเยี่ยมเยียนดูก็ได้ครับ ที่ http://gotoknow.org/blog/epicure