เบิร์ด เมื่อ จ. 30 เม.ย. 2550 @ 21:22 |
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
- นอกจากเรื่อง ทุน ความคิดสร้างสรรค์ และการสนับสนุนจากรัฐ ที่คุณเบิร์ดว่ามาแล้ว ไม่ทราบว่ายังเกี่ยวกับผู้บริโภคสื่อด้วยหรือเปล่า
- คำว่า "หอแต๋วแตก" ที่คุณเบิร์ดเขียน กระตุกต่อมคิดผม ทั้งที่ผมไม่เข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ เดาเอาว่าถ้าไม่เป็น "ชื่อ" ละครทีวี ก็เป็น "ประเภท" ของละครทีวี ที่ rating สูง
- เคยอ่านคำแถลงของรัฐมนตรีวัฒนธรรมของจีนแผ่นดินใหญ่ในที่ประชุมสภาประชาชนหรือที่ประชุมอะไรสักอย่าง ที่เขาวิเคราะห์วรรณกรรมและสื่อทั้งของจีนและสากล เมื่อนานมาแล้ว(ยี่สิบกว่าปีได้กระมัง) แต่ไม่รู้ทำไมแนวคิดของเขายังจำติดหัวอยู่จนถึงทุกวันนี้
- เขาบอกว่า วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ ต่างๆ เหล่านี้สะท้อนโลกทัศน์ของคนในท้องถิ่นหรือประเทศนั้น
- ผมจำไม่ได้ว่ายี่สิบสามสิปปีที่แล้วมีละครหรือมีหนังอะไรในจีน ในอเมริกา ในยุโรป ในญี่ปุ่น ในไทยบ้าง (ใครอยากรู้คงต้องเข้าไปดูเว็บไซต์การประกวดภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ ฝรั่งเศส ย้อนหลัง) แต่พอนึกได้ว่า หากเป็นสักสี่สิบปีที่แล้วที่ผมยังเด็กๆ อยู่อเมริกามีหนังคาวบอย คนขาวดวลปืนกันเองกลางถนน และชวนกันขี่ม้าไล่ยิงอินเดียนแดง (ถ้าใครมาสร้างหนังแบบนี้ในตอนนี้อาจถูกนักสิทธิมนุษยชนประท้วง) หลังจากนั้นก็มี Rambo ซึ่งถ้าสร้างออกมาตอนนี้ไม่รู้จะมีคนดูหรือเปล่า หมดยุค Rambo ก็มี Terminator ซึ่งเน้นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์-หุ่นยนต์เท่าที่คนเขียนบทจะจินตนาการขึ้นมาได้ เรียกว่าเป็นตัวแทนของโลกทัศน์ "ทันสมัย" แบบ peak สุดๆ เลย ก่อนที่จะปรากฏหนังแบบ Matrix ที่มีกลิ่นไอของวิธีคิดแบบ "หลังยุคทันสมัย" หรือ "หลังสมัยใหม่" (post modern) เข้ามาผสมผสาน แต่ก็ใช่ว่าโลกทัศน์ของอเมริกันชนรวมทั้งยุโรปซึ่งเป็นโลกตะวันตกจะเปลี่ยนเป็นแบบหลังสมัยใหม่ กระแสหลักยังคงเป็น "สมัยใหม่"
- หันมาดูละครทีวีไทย (ซึ่งจะว่าไปแล้วผมไม่เคยดูเป็นเรื่องเป็นราว) ก็พอคิดได้ว่าละครแบบ "หอแต๋วแตก" ถ้ามี rating สูงกว่า "ก้านกล้วย" ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับคุณเบิร์ด
เขียนถึงตรงนี้อยากเขียน short note เชิงวิชาการที่นึกขึ้นมาได้ตอนนี้หน่อยหนึ่ง คุณเบิร์ดไม่ต้องอ่านได้นะครับ อยากโน๊ตความคิดที่เกิดขึ้นไว้อ่านเองเท่านั้นครับ (ขอใช้พื้นที่ - อ้าว จริงๆ แล้วก็ยังอยู่ในบล็อกผมนี่ครับ ผมจะบันทึกอะไรไว้ตรงไหน ก็น่าจะได้)
Note :
- พูดถึงคำว่า "สมัย" ย่อมเกี่ยวพันกับ "ช่วงเวลา" เมื่อมี "สมัยใหม่" "หลังสมัยใหม่" ก็ต้องมี "ก่อนสมัยใหม่" มาก่อน ก่อนสมัยใหม่ยังแบ่งย่อยเป็น "สมัยกลาง" และ "สมัยโบราณ" ซึ่ง "ก่อนสมัยใหม่" ก็คือก่อนการกำเนิดของวิทยาศาสตร์ (กาลิเลโอ - บิดาแห่งวิทยาศาสตร์) ที่เปลี่ยนโลกทัศน์ของโลกตะวันตก โลกแบนเป็นโลกกลม โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์ต่างหาก ถอยหลังไปอีกผ่านยุคเทวศาสตร์รุ่งเรือง(สมัยกลาง) อ้อ ก่อนสมัยใหม่ยังมีเรอแนซองค์(ยุคฟื้นฟู - ฟื้นฟูอะไร?) มาคั่นก่อนขึ้นสมัยใหม่หน่อยหนึ่ง ไล่ไปจนถึงสมัยกรีกโบราณ ที่มีอริสโตเติลศิษย์ของเพลโตซึ่งเป็นศิษย์ของโสกราตีสอีกที
- ไทยเราไม่แน่ว่าพัฒนาการของสังคมจะเทียบเคียงกับตะวันตกได้หรือไม่ และเราเป็นสมัยไหนหากจำแนกตามข้อ ๑. (เกณฑ์ของตะวันตก) เพราะเรามีทั้งดิสโก้เทค, NECTEC, BIOTEC, NANOTEC, และเครื่องรางของขลังที่บูมสุดๆ อยู่ร่วมสมัยกัน อ.ไชยันต์ ไชยพร (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) ตั้งคำถามใน นสพ.สยามรัฐ ว่า ของเราจะข้ามไปเป็นหลังสมัยใหม่ได้ไหมโดยไม่ต้องเป็นสมัยใหม่ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบ นักวิชาการสังคมศาสตร์ของไทยก็ยังมี่ความเห็นไม่เป็นเอกภาพกันว่า สังคมไทยเป็นสม้ยใหม่ หรือว่าก่อนสมัยใหม่ หรือโบราณ ถ้าเป็นสมัยใหม่ เราเป็นสมัยใหม่โดยถูกอิทธิพลโลกาภิวัฒน์บังคับ แต่สมาชิกของสังคมเราส่วนใหญ่ยังมีโลกทัศน์แบบโบราณอยู่ หรือว่าจริงๆ แล้วเราเป็นสังคมโบราณที่มีสมาชิกที่เป็นสมัยใหม่อาศัยอยู่มาก ทั้งคนสมัยใหม่และคนโบราณอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน อันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย ที่เปิดรับทุกอย่าง ทั้งคนสมัยใหม่ ก่อนสมัยใหม่ และสมัยเก่า ต่างใช้ "มือถือ" อันเป็นเครื่องมือสื่อสารของสมัยใหม่คุยกันได้ คุณยายนุ่งโจงกระเบนก็คุยมือถือไปเคี้ยวหมากไปได้