สวัสดีค่ะ ท่าน ดร. พจนา แย้มนัยนา
ขอบพระคุณค่ะ ที่เป็นท่านแรกที่เข้ามาให้กำลังใจในบันทึกนี้
ดิฉันเองก็รู้สึกชื่นชมและ อิ่มใจแทนที่ท่านดร.พจนาได้มีโอกาสดูแลใกล้ชิดคุณแม่และทำให้ท่านมีความสุขถึง 2 ปีในบั้นปลายชีวิตของท่าน จึงไม่น่าจะมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ ต่างจากดิฉันที่เป็นลูกที่รักแม่มากที่สุดแต่มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดแม่น้อยที่สุดเพราะเรียนมากกว่าพี่ๆ น้องๆ เรียนจบก็ทำงานในจังหวัดที่อยู่ห่างจากแม่ ตั้งใจจะพาคุณแม่ไปอยู่ด้วยหลังท่านเกษียณอายุราชการ เพื่อจะได้ดูแลปรนนิบัติให้ท่านมีความสุขความสบายบ้าง หลังจากที่ท่านลำบากมานาน แต่กลับไม่มีโอกาสเพราะท่านมาด่วนจากไปหลังเกษียณเพียง 4 เดือนเศษ ด้วยความรักแม่ ดิฉันได้นำเมล็ดของ "บานเย็น" (แม่เรียกว่า "ทองสมุทร") จากต้นพันธุ์ที่แม่ปลูกไว้เพื่อเก็บดอกบูชาพระ ไปปลูกที่สุรินทร์ในปี 2520 ที่เริ่มรับราชการที่วิทยาลัยครูสุรินทร์ เพื่อให้รู้สึกเหมือนหนึ่งว่ามีแม่อยู่ใกล้ๆ หลังจากที่แม่จากไปและไปดิฉันได้ย้ายไปทำงานที่วิทยาลัยครูอุบลฯ ก็ได้นำเมล็ดพันธุ์จากต้นที่สุรินทร์ไปปลูกที่บ้านเช่าที่อุบลฯ แล้วย้ายตามไปปลูกที่บ้านพักข้าราชการ และสุดท้ายย้ายไปปลูกที่บ้านเรือนขวัญในเมืองและที่ฟาร์มไอดิน-กลิ่นที่บ้านหนองฝาง ซึ่งเป็นสองที่ที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน จึงนับเป็นตำนาน 34 ปีของบานเย็นทีเดียวค่ะ บานเย็นเป็นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และมีความแปลกตรงที่ บางต้นมีสีเดียว บางต้นมีหลายสี (สีบานเย็น สีเหลือง สีชมพูอมส้ม และสีขาว) และบางต้นมีหลายสีในดอกเดียวกัน ดังตัวอย่างดอกบานเย็นที่บ้านเรือนขวัญ ในภาพข้างล่าง
แม้ว่าในปัจจุบัน ท่าน ดร.พจนา ไม่ได้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเหมือนในอดีต แต่การที่ท่านได้เขียนบันทึกที่เต็มไปด้วยสาระและแง่คิดดีๆ สำหรับผู้อ่าน ก็นับเป็นคุณอนันต์สำหรับบ้านเมืองแล้วล่ะค่ะ ดิฉันเองก็ได้ติดตามและนำบางบันทึกไปใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต ม.ราชภัฏอุบลฯ ก็ขอถือโอกาสขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ