สวัสดีครับพี่ครูคิมครับ

ให้ความคิดดีจังเลยละครับ เพราะเป็นบทสรุปที่ได้นัยเหมือนกับทฤษฎีสังคมวิทยาของเออมิล เดอร์ ไคม์เลยเชียวนะครับ

เขาบอกว่า หน่วยพื้นฐานที่สุดของสังคมนั้นก็คือคน คนมีหน้าที่ร่วมกันในการสร้างสังคม หลังจากนั้น ระบบสังคมก็จะหล่อหลอมและมีพลังยึดโยงคนไว้ให้อยู่ในภาวะสมดุล หากระบบสังคมมีอิทธิพลเหนือคนที่เป็นสมาชิกในสังคมมากไปปัจเจกก็จะไม่มีอิสรภาพในการคิดและแสดงออก ส่วนรวมเข้มแข็งแต่ปัจเจกอ่อนแอ ขาดความสร้างสรรค์และขาดโอกาสการพัฒนาความหลากหลายในสังคม สังคมจะขยายตัวอย่างซับซ้อนในขณะที่มีความผูกขาดและทางเลือกต่างๆไม่หลากหลายไปด้วย ก่อให้เกิดแรงกดดัน ปะทะต่อสู้ และล่มสลายไปเพื่อบังเกิดภาวะอย่างใหม่ที่เหมาะสมกว่าเดิม

ในอีกทางหนึ่ง หากระบบสังคมอ่อนแอ ก็จะทำให้เกิดความสูญเสียพลังการยึดโยงกันและกัน สะท้อนไปสู่การเกิดปัญหาสังคมตามมาทุกระดับนับแต่ระดับบุคคลไปจนถึงความวุ่นวายในสังคม ซึ่งก็จะทำให้เกิดจัดระบบตนเองเพื่อก่อเกิดภาวะอย่างใหม่อีกเช่นเดียวกัน

ทฤษฎีและการเรียนรู้ที่คนได้จากประสบการณ์ชีวิตนั้น นอกจากเจ้าของประสบการณ์จะสามารถเข้าใจและลึกซึ้งในความจำเพาะตนของความรู้กรณีนั้นๆเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อพิจารณาจนสามารถเข้าถึงระบบวิธีคิดดีๆแล้ว ก็สามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับความเป็นสากลได้เป็นอย่างดีเลยนะครับ ที่สำคัญคือเป็นความรู้ที่ส่งเสริมให้เกิด Active Citizen เพราะคนเข้าใจตนเองและนำตนเองออกมาจากภูมิปัญญาปฏิบัติของตนเองได้

หากมีใครพาคนที่ดำเนินชีวิตและทำการงานที่มีการเรียนรู้ตนเองไปด้วยได้ถอดบทเรียนและตกผลึกประสบการณ์ไปด้วยอยู่เสมอๆ เราก็จะสามารถสร้างความรู้และทฤษฎีที่มีบริบท สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตและเงื่อนไขของสังคมไทย ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกลมกลืนกับความเป็นสากล ไม่มีข้อขัดแย้งกัน สามารถเห็นแง่มุมที่ส่งเสริมเกื้อหนุนกันและแง่มุมที่เป็นอิสระต่อกัน ไม่ต้องกระทำต่อกันในเชิงช่วงชิงโอกาสและพื้นที่การดำรงอยู่ที่ดีกว่ากันและเอารัดเอาเปรียบกันอีกด้วย ทำให้มีคนที่เก่งปฏิบัติและมีภูมิความรู้ติดกับสังคมที่แตกต่างหลากหลายไว้ในสังคมอยู่เสมอ เป็นทุนทางสังคมและทุนความเป็นพลเมืองของประชาชน ที่ทำให้คนเป็นปัจจัยในการแก้ปัญหาและพึ่งตนเองในการพัฒนาที่เข้มแข็งยั่งยืนได้อีกหลายอย่าง