ต้องออกตัวอย่างมากๆ ก่อนนะคะว่า ดิฉันไม่มีความรู้ในเรื่องที่นำมาบันทึกข้างต้นอย่างแจ่มแจ้ง  จนสามารถให้คำอธิบาย หรือยกตัวอย่างเองได้ทั้งหมด ได้แต่หยิบยกมาจากหนังสือต่างๆ ที่พยายามอ่าน และบางครั้งประกอบกับการปฏิบัติเพื่อความเข้าใจ 

          ดิฉันยังพยายามอยู่อย่างมากเพื่อที่จะเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะฉะนั้น ข้อคิดเห็นจากคุณไม่แสดงตน จึงเป็นเครื่องช่วยเตือนสติดิฉันได้เป็นอย่างดี ถึงความสำคัญของการทบทวนเรื่องที่เขียนมานานแล้ว ให้กระจ่างมากขึ้น         

          ตอนแรกดิฉันกะว่า จะเพิ่มบันทึกใหม่ โดยเขียนขยายความเรื่องวิธีโยนิโสมนสิการ ทีละข้อ

          แต่วันนี้เปลี่ยนใจแล้วค่ะ เขียนต่อบันทึกนี้เลยดีกว่า ต่อไปภายภาคหน้าจะได้สืบค้นได้ง่าย

..................................................

1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

      อาจเรียกว่าวิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา หรือคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท  จัดเป็นโยนิโสมนสิการแบบพื้นฐาน  ดิฉันเคยขยายความและยกตัวอย่างไว้แล้ว ที่นี่

.................................................. 

2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ

      เป็นวิธีที่ช่วยให้มองเห็นความเป็นอนัตตา แต่ต้องอาศัยวิธีคิดแบบที่ 1 คือวิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยและวิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ ร่วมด้วย โดยพิจารณาไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ

      เมื่อแยกแยะส่วนประกอบออก ก็เห็นภาวะที่องค์ประกอบเหล่านั้นอาศัยกันและขึ้นต่อเหตุปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง 

      นอกจากนี้ องค์ประกอบเหล่านั้น ล้วนเป็นไปตามกฎของการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่เที่ยงแท้ ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน

      ตัวอย่างการใช้ความคิดนี้ในแนวบาลี

      "ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ช่องว่าง อาศัยเครื่องไม้ เถารัด ดินฉาบและหญ้ามุงล้อมเข้า ย่อมถึงความนับว่าเรือน ฉันใด      ช่องว่าง อาศัยกระดูก เอ็น เนื้อ และหนังแวดล้อมแล้ว ย่อมถึงความนับว่ารูป ฉันนั้น.....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ....การคุมเข้า การประชุมกัน การประมวลเข้าด้วยกันแห่งอุปาทานขันธ์ 5 เหล่านี้ เป็นอย่างนี้"