- ก่อนอื่นต้องขออภัย, ที่ต้องออกตัวว่าไม่ใช่นักวิชาการ จึงอาจไม่สันทัดต่อเรื่องเช่นนี้นัก กระนั้นก็ยังยืนยันว่า "บทความ หรือทัศนะเหล่านี้เป็นคำถามประวัติศาสตร์" ที่เกิดขึ้นและยังคงอยู่กับแวดวงการศึกษาไทย
- (1) .... ผมเห็นสอดคล้องกับทัศนะอาจารย์ขจิตที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาและกระชับ แต่ชัดเจนเหลือทนต่อความหมาย นั่นก็คือ "การเรียนเพื่อสอบ" .. ใจจดใจจ่อ อยู่กับเป้าหมายของการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรเป็นที่ตั้งชี้วัดด้วยผลคะแนน โดยที่ผู้เรียนไม่ตระหนักถึงสาระของการศึกษาที่ต้องพัฒนาการเรียนรู้ทักษะชีวิตอย่างแท้จริง การเรียนจึงมุ่งสู่การท่องจำและท่องบ่นกับตำราเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีการใคร่ใยดีต่อการเรียนรู้นอกหลกสูตรที่ล้วนเป็นแนวทางที่สามารถนำมาประยุกต์ต่อเติมต่อการเรียนเหล่านั้นได้อย่างดียิ่ง จนกลายมาเป็นวาทกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบัณฑิตออกสู่สังคม คือ "คนเก่งและคนดี" แต่ที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ ท้ายที่สุดแล้วการเรียนและการสอบบางครั้งก็ไม่สัมพันธ์กันเอาซะเลย
- (2) ผมมองสังคมการศึกษาในระดับอุดมศึกษาว่าขณะนี้กำลัง "อุดม" ไปด้วยวิถีแห่งธุรกิจทางการศึกษา มุ่งผลิตคนตามกระแสตลาดโลกาภิวัตน์ เป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากหลักสูตรที่เกิดขึ้น - เปิดรับอย่างมากมายและทำเงินอย่างมหาศาลต่อสถานศึกษานั้น ๆ ก็ล้วนแล้วเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับภาวะสังคมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งบัญชี, การตลาด, การเงิน, บริหาร ฯลฯ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าสังคมได้ "วิวัฒน์" ไปสู่ภาวะเช่นนั้นจริง ...เป็นความนิยม ค่านิยมและแฟชั่นทางการศึกษา แต่สาขาที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์ มนุษยวิทยา ปรัชญา หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคมกลับดูกร่อยไปถนัดตา ทั้ง ๆ ที่สาขาเหล่านี้สำคัญต่อการพัฒนาเจตคติที่ดีของการอยู่ร่วมและทำงานในสังคม มากเป็นพิเศษ ครั้นดูสถิติผู้จบการศึกษาไปแล้ว กลับกลายพบว่าบัณฑิตตกงานมากที่สุดก็คือสาขาที่มีการเปิดเรียนอย่างถล่มทะลาย (ศึกษาจากกรณี กยศ.)