สวัสดีปีใหม่สงกรานต์ด้วยเช่นกันครับอาจารย์ณัฐพัชร์ครับ

  • อีกวิธีหนึ่ง นอกจากการถือหลักอย่าง "...มีประสบการณ์ชีวิตให้มากและกว้างขวางอย่างมีการเรียนรู้ ให้งอกงามทางประสบการณ์เป็น รัตตัญญู.." แบบพุทธวจนะพระพุทธเจ้าในทำนองนี้, หรือ "...เที่ยวท่องเพื่อรู้จักบ้านเมืองและผู้คนให้มาก..." อย่างวิถีโคจรในชีวิตของสุนทรภู่
  • รวมทั้งอย่างในวิธีการสร้างความรู้สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเทคนิคเชิงปริมาณของข้อมูลมากๆในโลกภายนอก ที่จะทำให้สามารถสร้างความรู้ เข้าถึงความจริง และได้ญาณทรรศนะต่อเรื่องต่างๆได้ดีแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งในทำนองอย่างการถอดบทเรียนสร้างความรู้ขึ้นจากการปฏิบัติและผ่านประสบการณ์ชีวิตของผู้คนนี้แหละครับ
  • อาจจะเดินออกไปจากตรงนี้ครับ...มีคำกล่าวของขงจื้อ ทำนองว่า "....ด้วยการคิดใคร่ครวญและมีการเรียนรู้ แม้นนั่งอยู่ในห้องแคบๆ ก็นำไปสู่การสามารถเห็นและเข้าใจโลกกว้าง...."
  • หลักคิดอย่างนี้ เมื่อแปรไปสู่การปฏิบัติก็จะเป็นวิธีการที่เน้นวิธีวิทยา มากกว่าเน้นการควบคุมและเดินตามกิจกรรมทางเทคนิค ซึ่งในบางเงื่อนไขอาจมีข้อจำกัด อีกทั้งในบางเรื่องก็อาจทำให้ฐานคติต่อความรู้ไม่ยืดหยุ่นกว้างขวางพอกับโลกความซับซ้อนที่เป็นจริง
  • การเน้นที่วิธีวิทยาหรือ Methodology นั้น จะเป็นการเน้นที่หลักคิด มุมมองการเข้าสู่ความจริงอย่างที่เป็น การออกแบบระบบวิธีคิด วิธีวิเคราะห์และให้ความหมาย การเลือกภาพสะท้อนความเป็นจริงอันถูกต้องและตรงกับสิ่งที่ต้องการถอดบทเรียน อย่างเช่น บทเรียนและองค์ความรู้เรื่องเมฆกับการพับกระดาษโอริกามิในประเทศไทยนั้น จะถามความเห็นผู้นำทางสังคมที่สังคมเชื่อถือและเป็นที่อ้างอิงได้, สำรวจตัวแทนประชากรของประเทศ, สำรวจความรู้จากสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เหล่านี้รวมกันหรือจะถูกต้องแม่นตรงและมีพลังอธิบายความเป็นจริงเท่ากับดูจากงานของดร.ชิว คุย และเรียนรู้จากชีวิตของท่านคนเดียวไปเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นการเคร่งครัดทาง Methodology ซึ่งการถอดบทเรียนต้องเน้นส่วนนี้ให้มากครับ
  • นัยยะของการเน้นที่วิธีวิทยาที่ผมชอบมากเลยก็คือ เป็นหลักคิดและวิถีปฏิบัติที่สนับสนุนทรรศนะพื้นฐานที่บอกว่า ชีวิตเป็นการเรียนรู้ และผู้คนทุกคนทุกชีวิต มีความหมายและมีคุณค่าอยู่ในตนเองทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทฤษฎีการศึกษาเรียนรู้แบบอิงเกณฑ์หรืออิงกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ความแตกต่างกันของบริบท เป็นวิธีสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการโน้มนำให้ไปเคารพความแตกต่างของผู้คนได้ดีครับ ที่สำคัญคือสอดคล้องกับลักษณะคำถามหลักที่เป็นคำถามสำคัญในพุทธธรรมและในศาสนธรรมของสังคมต่างๆครับ
  • แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งวิธีการอื่นๆหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าแนวทางอย่างนี้มีคนเอามาทำงานเชิงปฏิบัติการสังคมโดยเฉพาะระดับชุมชนได้น้อย มันเหนื่อย ใช้เวลา ไม่ค่อยได้ผลงาน อีกทั้งต้องมีประสบการณ์พื้นฐานในบริบทของสังคมไทยที่เป็นประสบการณ์ตรงในชีวิตอยู่บ้าง เพราะหลายเรื่องจะเรียนรู้ผ่านความรู้ที่คนอื่นเขาสร้างให้แล้วไม่ได้ แต่ผมนั้นพื้นเพมาจากบ้านนอก ชนบท อีกทั้งน่าจะมีพื้นฐานแบบถึกๆดีกว่าอีกหลายคน เลยก็น่าจะเป็นคนหนึ่งพอที่จะเดินไปในทางนี้กับเขาได้บ้าง แล้วก็อยู่บนเส้นทางการเรียนรู้หรอกนะครับ หลายเรื่องก็เลยได้เรียนรู้จากอาจารย์ณัฐพัชร์ครับ