คติธรรมที่ได้จากชาดกเรื่องนี้
ธรรมะข้อที่ ๑ คือ การตั้งสัตยาธิษฐานของพระโปลชนก คำว่า "สัตยาธิษฐาน" มาจากคำว่า สัจจะ + อธิษฐาน หมายความว่า ให้ตั้งสัจจะขึ้นมาก่อน แล้วจึงอธิษฐานตามหลัง ดังที่พระโปลชนกว่า "ถ้าข้าพเจ้าคิดไม่ซื่อกับพระเชษฐาจริง ขอให้เครื่องจองจำจงคงตรึงมือและเท้าของข้าพเจ้าไว้ แม้ประตูก็จงปิดสนิท แต่ถ้าข้าพเจ้ามิได้มีจิตคิดทรยศ ขอให้เครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าของข้าพเจ้า แม้ประตูก็จงเปิดออก" ซึ่งการตั้งสัตยาธิษฐานของผู้มีศีลมีธรรม ย่อมสำเร็จสมประสงค์เป็นแน่แท้
แม้ในสมัยปัจจุบัน ถ้าหากเรากำลังประสบกับอุปสรรคหรือปัญหาชีวิต ก็สามารถที่จะตั้งสัตยาธิษฐาน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นั้นได้ โดยการตั้งสัตยาธิษฐานดังนี้ “ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอให้ความสวัสดี(ความปลอดภัย)จงมีแก่ข้าพเจ้าฯ”
ธรรมะข้อที่ ๒ เมื่อเรือใกล้จะแตกกลางทะเล หมู่ชนกลัวมรณภัย ร้องไห้คร่ำครวญ กราบไหว้เทวดาทั้งหลาย แต่พระมหาชนกไม่ทรงกันแสงคร่ำครวญ และไม่ไหว้เทวดาทั้งหลาย แต่ทรงคลุกน้ำตาลกับเนย เสวยจนเต็มท้อง แล้วชุบผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนด้วยน้ำมันจนชุ่ม ทรงนุ่งผ้าให้มั่น แล้วขึ้นไปบนเสากระโดงเรือกระโดดลงมา เพื่อให้พ้นจากบริเวณที่เรือแตก
ข้อคิดจากตรงนี้ก็คือ พระมหาชนกมีสติ มีปัญญา จึงไม่มัวแต่กราบไหว้เทวดาเหมือนคนอื่น เพราะถ้ามัวแต่กราบไหว้อ้อนวอนเทวดา ก็คงจะต้องตายอยู่กลางทะเลเป็นแน่แท้ แต่พระองค์ทรงใช้หลักการพึ่งตนเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งให้เราได้ตลอดไป"
ธรรมะข้อที่ ๓ ถือกันว่ามีความสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ อันแสดงถึงพระวิริยปรมัตถบารมีที่พระมหาชนกทรงบำเพ็ญ คือ คำโต้ตอบระหว่างนางมณีเมขลากับพระองค์กลางทะเล
นางมณีเมขลากล่าวว่า "ใครหนอ พยายามว่ายน้ำในมหาสมุทร อันแลไม่เห็นฝั่งอยู่เช่นนี้ ท่านเห็นประโยชน์อะไร จึงได้พยายามว่ายอยู่อย่างนี้ ?"
พระมหาชนกตอบว่า "ดูกรเทพธิดา เราได้พิจารณาเห็นธรรมเนียมของโลก และผลของความพยายาม จึงได้พยายามว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งนี้"
นางมณีเมขลาถามอีกว่า "ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ำไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้"
พระมหาชนกตอบว่า "ดูกรเทพธิดา เมื่อบุคคลทำความเพียรอยู่ ถึงจะตายไปก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นที่ติเตียนของบิดา-มารดาวงศาคณาญาติตลอดถึงเทพยดาทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว ย่อมจะไม่เสียใจภายหลัง"
นางมณีเมขลากล่าวว่า "การพยายามทำงานอันใดแล้วยังไม่สำเร็จ แต่เกิดอุปสรรคถึงกับเสียชีวิตไปก่อน ก็ไม่ควรทำความพยายามนั้นเลย เพราะความพยายามที่ทำมาทั้งหมด สูญเปล่า"
พระมหาชนกตอบว่า "ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทำไปจะไม่สำเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน ถ้าบุคคลนั้นละความเพียรเสีย ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน แล้วตั้งใจทำงาน ถึงการงานจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน
ท่านจงดูคนทั้งหลายที่มาในสำเภาเดียวกับเราเถิด คนพวกนั้นพากันย่อท้อต่ออันตราย ไม่พยายามว่ายน้ำจนสุดความสามารถก่อน จึงพากันจมน้ำตายในมหาสมุทรทั้งสิ้น เหลือแต่เราผู้เดียวที่สู้ทนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วันเข้าแล้ว
บัดนี้ เราได้เห็นผลของความเพียรนั้นแล้ว คือเราได้เห็นท่านซึ่งเป็นเทวดาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ท่านจะมาบอกว่าความพยายามของเราสูญเปล่าได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้นเราจักพยายามว่ายน้ำอีกต่อไป จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้จงได้"
นางมณีเมขลาได้ฟังดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส สรรเสริญพระมหาชนกว่า "ท่านได้เพียรสู้ทนว่ายน้ำข้ามทะเลทั้งใหญ่ทั้งลึกหาประมาณมิได้ จนถึงกับไม่จมน้ำตาย บุรุษเช่นท่านหาได้ยากในโลก ท่านประสงค์จะไปที่ใด ดิฉันจะไปส่ง" แล้วจึงอุ้มพระมหาชนกไปส่ง ณ ที่ที่พระองค์ประสงค์จะไป คือเมืองมิถิลานคร
ธรรมะข้อที่ ๔ หลังจากที่พระมหาชนกทรงครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงระลึกถึงความหลังที่ทรงทำความเพียร ณ ท่ามกลางมหาสมุทร จึงทรงมนสิการ(รำพึง)ในใจว่า "ขึ้นชื่อว่าความเพียร ควรทำแน่แท้ ถ้าเราไม่พยายามว่ายน้ำกลางทะเลจนถึงวันที่ ๗ เราคงตายไปกลางทะเลแล้ว คงจักไม่ได้ราชสมบัตินี้"
เมื่อพระองค์ทรงอนุสรณ์ถึงความเพียรนั้น ก็เกิดปีติโสมนัสซาบซ่าน จึงทรงเปล่งอุทานด้วยพระกำลังปีติว่า
"บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ควรพยายามร่ำไป ไม่ควรเบื่อหน่ายในกิจของตน
จงดูเราซึ่งได้ขึ้นสู่บกและได้ครองราชสมบัติเป็นตัวอย่าง
คนเป็นอันมากเมื่อกำลังประสบทุกข์ จะไม่ตั้งใจทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
แต่เมื่อได้รับความสุข จึงตั้งใจทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
ส่วนบุคคลผู้มีปัญญา ถึงแม้กำลังประสบทุกข์ก็ไม่สิ้นหวังว่าจะไม่ได้ประสบสุข
เพียรสู้ทนทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ ย่อมจะประสบความสำเร็จแน่นอน
เพราะว่าสิ่งที่มิได้คิดไว้ล่วงหน้าอาจเกิดขึ้นก็ได้
สิ่งที่คิดไว้ล่วงหน้าอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้
ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของบุรุษหรือสตรี
ไม่อาจสำเร็จ(เกิดขึ้น)ได้เพียงแค่ความคิด
(แต่สำเร็จลงได้ด้วยการลงมือกระทำเท่านั้น)"
ดังนั้น ชนผู้ไม่ประมาท ควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
ธรรมะข้อที่ ๕ ก่อนที่พระมหาชนกจะเสด็จออกผนวชได้ไม่นาน พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า บรรพชิตเป็นเพศที่ประเสริฐที่สุดในโลก ประเสริฐกว่าแม้เพศแห่งพระราชา (อิมมฺหา ราชเวสา ปพฺพชิตเวโส วรตโร)
ธรรมะข้อที่ ๖ พระมหาชนกทรงพิจารณาด้วยปัญญาที่เฉียบแหลม เห็นว่า "ต้นมะม่วงที่มีผล ถูกมหาชนรุมเก็บกินจนหักโค่นลงมา ส่วนต้นมะม่วงที่ไม่มีผล กลับตั้งตระหง่านอยู่ตามปกติ"
พระองค์ทรงได้ความสังเวชว่า "แม้ราชสมบัตินี้ ก็เช่นกับต้นไม้มีผล บรรพชาเช่นกับต้นไม้ไม่มีผล ภัยย่อมมีแก่ผู้มีความกังวล ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีกังวล เราจักไม่เป็นเหมือนต้นไม้มีผล แต่จักเป็นเหมือนต้นไม้ไม่มีผล เราจักเสด็จออกบรรพชา"
พระมหาชนกดำริต่อไปอีกว่า "พวกศัตรู ย่อมประสงค์จะฆ่าเราผู้มีสมบัติเหมือนกับต้นไม้ที่มีผลฉะนั้น อุปมาดั่งเสือเหลือง ย่อมถูกคนฆ่าเพราะหนัง ช้างพลายย่อมถูกคนฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ย่อมถูกคนฆ่าเพราะทรัพย์ ฉันใด คนไม่มีเหย้าเรือนและไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหาย่อมไม่มีใครฆ่า เหมือนกับต้นมะม่วงที่ไม่มีผล ฉันนั้น"
สรุปแล้วการที่พระมหาชนกประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง เพราะพระองค์ทรงพรั่งพร้อมด้วยคุณธรรม ๓ ประการ คือ
๑. มีความเพียรที่บริสุทธิ์
๒. มีปัญญาที่เฉียบแหลม
๓. มีกำลังกายที่สมบูรณ์
ดังนั้น ผู้ที่อยากจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตน จงพยายามบำเพ็ญธรรม ๓ ประการนี้ ให้เกิดมีในตนเถิด
บุญรักษา ธรรมคุ้มครองทุกท่านค่ะ