สวัสดีค่ะอาจารย์
1)เขียนก็ได้ไม่เขียนก็ได้
เห็นด้วยค่ะ ดิฉันคิดว่าการไม่บังคับให้เขียนเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วค่ะ อะไรที่บังคับคนจะไม่ค่อยอยากทำค่ะ ต้องทำให้เขาได้รู้ได้เห็นได้คิดเองค่ะ สร้างแรงจูงใจสม่ำเสมอ เขาจึงจะเปิดใจเพื่อการเขียนบันทึกแลกเปลี่ยนค่ะ
การที่บังคับเป็นเรื่องที่เขียนยากจริง ๆ ค่ะ เพราะกลัวไม่ตรงใจและไม่มีอิสระในทางความคิดค่ะ
แรงจูงใจ ที่สำคัญน่าจะเกิดจากผู้เขียนสร้างขึ้นเองจากการใฝ่เรียนรู้ จากประสบการณ์ การดำเนินชีวิต เมื่อมีเรื่องโดนใจจึงอยากเล่าอยากเขียนค่ะ
2) เขียนก็ไม่ได้อะไร
ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ พิสูจน์ได้ค่ะว่าการเขียนผ่านบล็อกอย่างเป็นกิจวัตร ทำให้เกิดการพัฒนาคน พัฒนาเครือข่าย พัฒนาองค์กร และ พัฒนาสังคมได้ค่ะ ลองอ่านบันทึกนี้ค่ะ http://gotoknow.org/blog/tutorial4u/427774
ตอนแรก ดิฉันไม่เขียน ก็เขียนไม่ได้สักที ภายหลังที่เขียนแล้ว ทำให้ความรู้และประสบการณ์ต่อยอดได้เอง
ได้บำบัดสิ่งที่ไม่รู้ ได้ประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยน ได้เพื่อน ได้แนวคิดใหม่ ๆ และเกิดความคิดต่อยอดไปในทางที่สร้างสรรค์และเป็นจริง
ทำให้ทราบว่าได้ก้าวออกไปยังโลกแห่งการเรียนรู้มากขึ้น ทำให้ได้รับการช่วยเหลือดูแลจากเพื่อน ๆ มีความผูกพันกันเป็นชุมชนเล็ก ๆ ของเราในการทำกิจกรรมร่วมกัน แต่เติบใหญ่ด้วยเครือข่ายออนไลน์
มีโอกาสได้อ่านบันทึกของเพื่อน ๆ ที่เขียนได้ดี ใช้ภาษาไทยได้สละสลวยและเขียนกลอนหรือคำประพันธ์ได้สุดยอด ฝีมือชั้นบรมครู ทำให้ได้เรียนรู้ไปด้วย
บางท่านได้แนะนำกิจกรรม หรือการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ให้ทราบอย่างหลากหลาย
3) ไม่เขียนก็ไม่เสียอะไร
ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ การไม่เขียนทำให้เสียโอกาสของชีวิตในหลายๆ ด้านค่ะ เช่น เสียโอกาสในการฝึกฝนตนเองให้รู้จักทบทวนบทเรียนชีวิต เสียโอกาสในการเขียนตำนานชีวิตบอกเล่าลูกหลาน เสียโอกาสในการสร้างกัลยาณมิตร และ เสียโอกาสในการตอบแทนสังคมและประเทศได้ง่ายๆ ด้วยการเขียนค่ะ
ข้อนี้ไม่เห็นด้วยค่ะ ไม่เขียนก็เขียนไม่ได้ซึ่งเป็นข้อเสีย เสียโอกาสของการเรียนรู้ เพราะคนเราทุกคนจะมีความรู้หรือประสบการณ์ที่ฝังลึก ในหลากหลยแง่มุม หากไม่นำมาถ่าทอด บอกเล่า ก็จะสูญหายไปตามกาลเวลา
ข้อดีของการนำมาถ่ายทอด ทำให้คนอ่านเกิดความคิดใหม่ หรือเกิดพลังใจในการต่อสู้หรือแก้ปัญหาในเรื่องที่คล้ายกัน เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบุคคลหนึ่ง เป็นบทเรียนที่มีคุณค่าของอีกคนหนึ่ง
การตอบแทนสังคมและประเทศชาติ นับเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีที่มีต่อสังคมและพลโลก น้อยมากที่เราจะไปทำด้วยตนเองตามลำพังได้ แต่หากมีการรวมกลุ่ม การร่วมมือกันหลาย ๆ คน หลาย ๆ ฝ่าย จะทำให้กิจกรรมที่ทำดำเนินไปได้ดีกว่า ดังเช่นมีจำนวนบันทึกมากมายที่เขียนให้อ่าน
การที่จะเขียนประจำทุกวันหรือไม่ทุกวัน ขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระและวิถีชีวิตส่วนตัวของผู้เขียน เพราะแต่ละคนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและต่อตนเองที่อาจแตกต่างกัน
หากได้อ่านบันทึกของเพื่อน ๆ หรืออ่านเม้นท์ มักจะเกิดความรู้ที่ต่อยอดทำให้เกิดความคิดที่อยากเขียน
หากได้อ่านหนังสือแล้ว อยากถ่ายทอดเรื่องดี ๆ สู่ผู้อ่าน
หากได้รับประสบการณ์แม้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นแนวคิดให้เขียนเล่าได้
หากเขียนเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ของตนเอง โดยการเล่าเป็นความเรียง เป็นเรื่องที่ไม่ยาก หมั่นทบทวนแก้ไข จากเพื่อนสะกิดบ้าง เพราะเราไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ
ทั้งหมดคือประสบการณ์จริงของดิฉันค่ะ