เรียน ท่านอ.Phoenix ค่ะ
ติ๋วเห็นด้วยค่ะที่ว่าบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตรมิใช่บรรยากาศการพูดจาหวานแต่พูดเป็นกุศลทำให้สนุกในการร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กัน
การพูดจาเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นการนำเนื้อหาหรือประสบการณ์ที่พบมาเล่าสู่กันฟัง มุมมองของการเล่าหรือต่อยอดอาจมีทั้งด้านดีหรือไม่ดีมาเสนอซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการมองอย่างรอบคอบหลายๆมุม จึงควร "มองเจตนาการเล่าเป็นมุมบวกเป็นหลัก" มองว่าผู้เล่ามีเจตนาที่ดี หวังที่จะพัฒนาหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้เล่าสบายใจที่จะเล่าเพราะผู้ฟังเข้าใจ...การเล่าเรื่องดังกล่าวจึงเป็นกุศลจริงๆค่ะ
การเป็น pro-choice หรือไม่นั้นติ๋วว่าสำคัญที่คนใกล้ตัวและผู้เกี่ยวข้องเข้าใจเท่านั้นน่าจะพอ อาจารย์มีเอกลักษณ์และผลงานที่เป็นตัวตนของอาจารย์ชัดเจนจึงทำให้บทบังส่วนที่อาจารย์พูดว่า"sense ของฝ่ายวินัย"ไปได้ค่ะ
ติ๋วจำได้ว่าตอนเป็นนักศึกษาถูกสอนให้พร้อมที่จะเข้าช่วยผู้ป่วยได้ทันทีเมื่อประสบเหตุฉุกเฉินบน ward ดังนั้นจึงต้องแต่งกายที่รัดกุมเสมอเมื่อไปทำงาน อีกทั้งป้องกันอันตรายจากการยั่วยุทางอารมณ์ของผู้พบเห็น โดยเฉพาะลงเวรตอนดึกๆด้วยค่ะ การใส่รองเท้าเดินแต๊กๆๆ หรือลากรถยาเสียงดังก็เป็นสิ่งที่ถูกตักเตือนเพราะผู้ป่วยต้องการการพักผ่อนยามดึก... บางคราวสิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามไป ไม่ได้ถูกนำมาสอนอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมให้เด็กเข้าใจ เด็กๆจึงอาจจะไม่ทำในสิ่งที่ควรทำค่ะ
ในส่วนของเด็กๆนั้นปัจจุบันมีแบบอย่างหลากหลายจริงๆค่ะ คณาจารย์เป็นแบบอย่างทางเลือกหนึ่งที่เด็กเลือกที่จะทำตามหรือไม่ทำตามค่ะ ... เคยพบลูกที่ไม่สูบบุหรี่ทั้งๆที่พ่อสูบบุหรี่ทุกวันเพราะเขาไม่อยากเป็นเหมือนพ่อในส่วนนี้ก็มีค่ะ... จะอย่างไรก็ตามก็ต้องวกกลับมาที่วัฒนธรรมองค์กรของตนอีกนั่นแหละค่ะ ว่าอยากให้เด็กๆของเราเป็นอย่างไร
...การพูดคุยกันในวันนั้น เป็นมองและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของวิธีการสอนแบบเก่าที่ผ่านมาค่ะ... ผลลัพธ์ที่ทำให้ศิษย์บางคนเห็นความสำคัญของเงินหรือค่าตอบแทนมากกว่าหัวใจของผู้ปฏิบัติที่พึงกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันหรือกระทำให้สังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และคณาจารย์กำลังจะพยายามหาทางทำให้ดีขึ้น
... การเรียนรู้มีหลายวิธีจริงๆค่ะ...สุดแท้แต่ใครจะมีเทคนิคอย่างไร จึงควรนำมาเล่าแบ่งปันต่อยอดกันก็จะสนุก เกิดการผลิดอก แตกใบ และหยั่งรากดังที่อาจารย์กล่าวค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
ด้วยความเคารพ