สุดยอดเลยครับ แม้จะอ่านยากอยู่สักหน่อย (คือต้องย่อยเป็นประโยคๆ ไปเลย) คงต้องใช้เวลาในการคิดตามและทำความเข้าใจ

ญาณวิทยาของไทย

  • ความจริงนั้นมีอยู่ มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงได้ โดยการบอกเล่าของคนที่ได้เข้าถึงความจริงนั้นแล้ว 
  • ฉะนั้น การเรียนรู้คือกระบวนการที่จะทำให้เราสามารถจดจำความจริงที่มีผู้บรรลุแล้วเหล่านั้นไว้ ให้กลายเป็นสมบัติของเราเอง
  • และนั่นคือที่มาของการให้ความสำคัญแก่การท่องจำ
  • ญาณวิทยาแบบไทย จึงไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบความจริงนั้นอีก การใช้เหตุผลจากการสังเกต, การใช้ความรู้สึก ฯลฯ จึงไม่สำคัญ

ญาณวิทยาแบบฝรั่ง (ที่เราให้ความเคารพนับถือนับตั้งแต่ ร.4 ลงมา)

  • ความจริงซึ่งมีอยู่เป็นอิสระจากความคิดของเราได้ โดยอาศัยการสังเกตและเหตุผล
  • แต่การจำลองของเราอาจถูกขัดแย้งได้ เมื่อคนอื่นได้พบอะไรใหม่ในการสังเกตการณ์และใช้เหตุผลคนละชุดกับของเรา
  • ฉะนั้น ความจริงของฝรั่งจึงไม่สถิต อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามการสังเกตการณ์และการคิดของมนุษย์
  • การเรียนรู้ที่เหมาะสมในญาณวิทยาแบบนี้คือ การฝึกสังเกตการณ์และใช้เหตุผล ไม่มีความจริงให้ท่องจำ มีแต่กระบวนการบรรลุภาพจำลองความจริงที่ดีที่สุด ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกระบวนการนั้นๆ ให้กระจ่าง
  • จะประกาศว่าเป็นผู้รู้อยู่คนเดียว โดยไม่แสดงพยานหลักฐานหรือกระบวนการคิดเหตุคิดผลของตัวให้คนอื่นรู้เลย ย่อมเป็นเพียงขี้ฟันที่มีกลิ่นเหม็นในญาณวิทยาแบบนี้เท่านั้น
  • ตั้งแต่ ร.4 ลงมา เรารับเอาความรู้ฝรั่งมาใช้งานเยอะแยะไปหมด รวมทั้งการจัดการศึกษามวลชนที่อาศัยความรู้ฝรั่งเป็นเนื้อหาหลักในหลักสูตร แต่เราไม่เคยละทิ้งญาณวิทยาแบบเก่าของเรา ฉะนั้น ความรู้ฝรั่งสำหรับเราจึงเป็นความจริงที่ต้องท่องจำ และให้ความสำคัญเสียยิ่งกว่ากระบวนการคิดที่อยู่เบื้องหลังความรู้นั้น ฝรั่งเปลี่ยนความรู้ใหม่ เราก็ท่องจำใหม่
  • การรับวัฒนธรรมฝรั่งของไทยนั้น ไม่นำไปสู่การปฏิวัติทางญาณวิทยา
  • ใครยิ่งใกล้ฝรั่งมากเท่าไร คนนั้นก็ยิ่งใกล้ความจริงหรือบังคับควบคุมความจริงได้มากเท่านั้น นี่คือที่มาของความคลั่งปริญญาบัตรในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ซึ่งลำดับชั้นของ "ศักดิ์และสิทธิ์" ขึ้นอยู่กับความใกล้-ไกลจากความรู้ฝรั่ง
  • มีมิติทางสังคมในญาณวิทยาแบบไทยที่ความรู้หรือความจริงสัมพันธ์กับสถานะทางสังคมและการเมือง คนที่มีสถานะทางสังคมและการเมืองสูง ย่อมเข้าถึงความจริงหรือมีความรู้สูงตามไปด้วย เฉพาะคนที่มีสถานะทางสังคมและการเมืองสูงเท่านั้น ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาจนสามารถมีฉลากฝรั่งติดตัวได้
  • อำนาจและความรู้จึงเป็นเรื่องเดียวกันขึ้นมา
  • กล่าวโดยสรุป ญาณวิทยาแบบไทยที่ถือว่า มีคนบางคนเข้าถึงความจริงสูงสุดนั้น ยังเป็นญาณวิทยาของคนส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ ไม่ว่าเราจะรับวัฒนธรรมฝรั่งมามากเพียงใดก็ตาม และญาณวิทยาแบบนี้ยังเป็นฐานของระบบการศึกษาไทย และการเมืองไทยสืบมาจนปัจจุบัน ไม่ว่าเราจะเรียกระบบปกครองของเราว่าประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
  • ประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เรารู้จักนั้น เป็นระบบที่วางอยู่บนญาณวิทยาแบบใหม่ของฝรั่ง (ใหม่กว่าสมัยกลาง) นั่นก็คือความรู้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยู่ในมือใครก็ตาม ย่อมอาจถูกตรวจสอบได้เสมอ มี "ศักดิ์และสิทธิ์" เท่าๆ กันหมด เพราะจะเป็นที่ยอมรับได้ก็ต้องแสดงหลักฐานและเหตุผลวิธีคิดมาให้เป็นที่ยอมรับ จะมาประกาศปาวๆ เพราะถือว่าเป็นนายกฯ หรือเป็นผู้มีสถานะสูงอย่างเดียวไม่ได้
  • ประชาธิปไตยเป็นระบอบปกครองของ "คนไม่รู้" ด้วยกัน ที่ใครอ้างว่ารู้นั้น คนอื่นอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาแสดงกระบวนการคิดของเขาให้เป็นที่เชื่อถือได้หรือไม่ต่างหาก
  • ปราศจากการปฏิวัติทางญาณวิทยา ประชาธิปไตยไทยย่อมง่อนแง่น
  • รัฐธรรมนูญหรือทหารประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้เกิดความมั่นคงของระบอบนี้ขึ้นมาได้ เพราะลึกลงไปจริงๆ เรายังแสวงหาคนที่กุมความจริงไว้ในมือมาปกครอง มากกว่าจะถกเถียงแลกเปลี่ยนระหว่างคนไม่รู้ด้วยกัน
  • การปฏิรูปการศึกษาที่พูดกันมากก็ต้องมีการปฏิวัติญาณวิทยาเป็นฐานของการปฏิรูป ไม่อย่างนั้นก็ต้องเถียงกันแต่เรื่องอำนาจในการคุมโรงเรียนควรอยู่ในมือใคร กระทรวง, ครู หรือ อบต.

ญาณวิทยาโพสต์มอเดิร์น 

  • ญาณวิทยาแบบไทยกำลังถูกสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากการแพร่เข้ามาของญาณวิทยาโพสต์มอเดิร์นของฝรั่ง
  • ความคิดของโพสต์มอเดิร์นตาม ความจริงสูงสุดอาจมีอยู่ก็ได้ แต่เราไม่มีวันเข้าถึง ที่เรียกกันว่าความจริงหรือความรู้ล้วนเป็นสิ่งก่อสร้างทางสังคมทั้งนั้น เพื่อเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ดังนั้น จะคว้ามาแต่ "ความรู้" แล้วรักษาญาณวิทยาไว้เหมือนเดิมอย่างที่ไทยเคยทำมากับพวกมอเดิร์นนิสต์จึงไม่ได้ จะคว้าไว้ได้ก็แต่เพียงวิธีวิทยา ไม่ใช่ความจริงที่ตายตัวอันควรแก่การทรงจำไว้
  • ความแพร่หลายของโพสต์มอเดิร์น โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่ ชี้ให้เห็นว่า แล้วในที่สุดมันก็จะขยายไปถึงนักเรียนมัธยม และพอถึงตอนนั้นญาณวิทยาแบบไทยก็จะถูกท้าทายอย่างหนัก จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติทางญาณวิทยาขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมจำได้ว่าเคยอ่านมาครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว อ.นิธิ เขียนลงในมติชนรายสัปดาห์ (ถ้าจำไม่ผิด) ตอนนั้นอ่านไม่รู้เรื่องเท่าไร พอมาอ่านใน g2k กลับนี้รู้สึกดีขึ้น(เล็กน้อย) ทุกประเด็นล้วนน่าคิด น่าถกเถียง ...