คุณ
หากใครไม่ถือเรื่องของส่วนรวมเป็นวิสาสะ เป็นธุระ ต่างคนต่างอยู่โลกนี้คงแร้นแค้นน้ำใจยิ่งนัก
ปรากฏการณ์ที่ทุกคนเดินผ่านไป เมื่อเจอตะปู เรายังเห็นกันตลอดเวลา และ มีคนบางใครหาค้อนตอกตะปูที่โผล่พ้นเนื้อไม้ ก็ยังคงมี...โลกนี้ไม่ได้มีคนแห้งเหือดน้ำใจ
ผมเคยถามเรื่อง ทัศนคติกับกลางวันกลางคืน กับน้องคนหนึ่ง ผมเชื่อว่าทัศนคติจากการมองสิ่งหนึ่ง สะท้อนความเป็นตัวตนได้ดี...ทัศนคติเป็นที่มาของการปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามไปด้วย
หลายคนมอง "กลางคืน" เป็นเวลาที่มืดมิด หดหู่ และหนาวเย็น
หลายคนมอง"กลางวัน" เจิดจ้า สดใส และ ร้อนแรง
นิยามของกลางคืนและกลางวันจึงหลากหลายตามแต่วิธีการมองของคนที่มองเข้าไป
หากผมจะตอบ เรื่อง กลางวัน และ กลางคืน
ผมขอมองตามแบบของผม
กลางวัน มันงดงามนะผมว่า เราได้เห็น สรรพสิ่ง เราได้เห็นดอกไม้ ผีเสื้อ ความเป็นไปของสิ่งมีชีวิต ที่มีวิถีหลากหลาย ได้รับแสงอาทิตย์อบอุ่น
กลางคืน ก็เป็นเวลาที่วิเศษมากครับ เราได้พักผ่อน เราได้นอนดูดาว นับดาวกันเพลิน เห็น หิ่งห้อย นั่นมั้ยครับ....แมลงตัวเล็กๆที่มีไฟในตัวเอง ยามท้องฟ้ามืดมิด แสงของหิ่งห้อยเปล่งประกายโชติช่วง ...เวลากลางคืนช่างน่าอภิรมย์เสียจริง!!!
"จงอ่อนละมุนกับโลกใบนี้" เป็นประโยคที่ผมอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง ผมมองว่าการปฏิบัติต่อสิ่งที่มากระทบ สิ่งรอบข้าง หากกระทำไปในแรงบวก เราก็มักจะได้แรงบวกมาเพิ่มพูนเสมอ
การทำงานเพื่อสังคมเช่นเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า เราทุกคนร่วมกันทำดี มีจิตสาธารณะ(คำนี้ใหญ่มาก) บ้านเมืองเราจะเจริญรุ่งเรืองมากกว่าทุกวันนี้ ผมเลยอยากเชื่อมคำระหว่าง "ทัศนคติ" กับ "การปฎิบัติ" ว่ามันเป็นสะพานข้ามถึงกันและกัน ที่จุดขึ้นและจุดปลายสุดที่ดีงามเช่นกัน
ขอบคุณ มิตรภาพที่ดีงามระหว่างผมและคุณนะครับ