P
คุณKati

ด้วยกระแสการท่องเที่ยวแบบ deep in ที่เน้นการเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีมากขึ้น ชุมชนกลายเป็นแหล่งทรัพยากรที่เป็นเสมือนเค้กชิ้นโตของนายทุน ที่มองอย่างหื่นกระหาย

ชุมชนที่รู้ไม่เท่าทัน เมื่อมีผลประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย เข้ามานำเสนอ ก็อาจเผลอเอาชุมชนของตนเองเป็นตัวประกันได้

ฉุดรั้งยากนักครับ เรื่องของผลประโยชน์

ในส่วนของงานพัฒนาที่ขับเคลื่อน เราค่อนข้างโชคดีว่า ททท. และ กระทรวงพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา(ไทย)  ให้ความสนใจและเปิดโอกาสให้กับทีมวิจัย ได้ทำงานกันเต็มที่ในเวลานี้

เราคาดหวังถึง การพัฒนาชุมชนที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ เสริมความเข้มแข็งแข็งให้เกิดขึ้น

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะอยู่ในฐานะใดก็ตามนะครับ...ผมคิดว่า  เนื้อหาที่แท้จริง คือ การแสดงตัวตนของคนชนบท และเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

ผมเคยไปยังหลายๆหมู่บ้าน เพื่อไปเที่ยว พร้อใมเก็บข้อมูล พบว่า การท่องเที่ยวเป็นตัวแทน ที่ชุมชนกับกำลังบอกบางอย่างแก่สังคม เช่นที่ หมู่บ้านกระเหรี่ยงเล็กๆแถบสาละวิน ชุมชนใช้การท่องเที่ยว บอกกับสังคมว่า พวกเขาไม่ใช่คนทำลายป่า และต่อรองกับทุนจนาดใหญ่เรื่อง การสร้างเขื่อนที่กำลังจะมา...ไม่มีสื่ออื่นใดที่จะช่วยเขาให้เปิดเผยสิ่งที่เขาเป็นอยู่ เขาเลยมีแนวความคิดว่า จะใช้การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่บอกกล่าวกับสังคม

และสิ่งที่ผมเขียนข้างต้น ว่ามันคือกระแส...มีโจทย์ที่ท้าทายว่า เราจะใช้กระแสนั้น ให้เป็นผลบวกกับชุมชนได้อย่างไร เราจะให้ชุมชนรู้ตัว รู้เท่าทันได้อย่างไร ในที่สุดก็จะนำไปสู่การต่อรองกับกลุ่มทุนที่จ้องมองชุมชนอย่างหิวกระหาย

ผมเชื่อครับ เชื่อในพลังของชุมชน เพียงแต่ให้โอกาส และ สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น อาจจะใช้เวลา บ้าง แต่ก็คุ้มค่ามิใช่หรือ บางครั้งอาจจะยาวนานถึงขั้นต้องเสียในบางส่วนที่เราปกป้อง ควบคุมไม่ได้ไป แต่ก็รักษาจุดใหญ่ๆไว้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

งานวิจัยที่ผมพูดถึงกำลังเดินหน้าครับ...ผมคิดว่ากระบวนการแบบนี้เอง เป็นฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางนโยบาย คิดว่า ผลกระทบจากงานวิจัยที่เราทำกันหลายๆส่วน จะมีผลในการผลักดันทางนโยบาย

ผมขอบคุณมากครับ มีโอกาสจะได้ร่วมด้วยช่วยกัน

หากคุณ Kati เป็นกลุ่มของคนทำสื่อ กลุ่มแบบนี้หละครับ ที่เรายังขาด

ผมต้องขอฝากประเด็นนี้ด้วยครับผม และผมจะส่งข่าวสารผ่านบันทึกของผม และ สามารถติดต่อผมผ่านโทรศัพท์ และอีเมลล์ได้ตลอดเวลา ยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูลครับ