P


<p>นมัสการพระคุณเจ้า ศัพท์ “เศรษฐกรณีย์” อาจจะตรงกับ best practice แต่ไม่ทราบว่าคนไทยจะคุ้นเคยกับความหมายของคำว่าเศรษฐในความหมายว่าดีหรือเจริญหรือเปล่า คือได้ยินแล้วมันไม่(พอ)เข้าใจได้ทันทีเหมือนคำว่าวิสัยทัศน์หรือโลกาภิวัฒน์ คำว่า “เศรษฐ” นี้เคยได้ยินหมอประเวศ วะสี พูดอธิบายความหมายแบบที่พระคุณเจ้าใช้เหมือนกัน</p><table border="0"><tbody><tr>

P

</tr></tbody></table><p>คุณหมอครับ ความหมายที่คุณ yaimai ให้นั้น ผูกติดกับบริบทขององค์กร เรื่องดีๆ (best practice) บางเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับองค์กร เช่น นักศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตผมคนหนึ่ง เป็นทหารเรืออยู่จังหวัดตราด ก่อนเรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน ๑ (สปช.๑) ที่ผมเป็นอาจารย์ประจำวิชา เลิกงานแล้วตั้งวงก๊งเหล้ากันเกือบทุกวัน พอต้องทำโครงงาน สปช.๑ ที่แต่ละคนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น แกคิดทำโครงงานสร้างเสริมสุขภาพตัวเองโดยลดการร่วมวงก๊งแล้วออกกำลังกายหลังเลิกงาน เพราะรู้สึกสุขภาพแย่ เหนื่อยง่าย วิ่งเหยาะๆ นิดหน่อยก็เหนื่อยหอบ จุกเสียดท้อง ทำมาได้พักหนึ่งแข็งแรงขึ้น มาพบว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้อยู่ในสายตาผู้บังคับบัญชาเพราะเย็นวันหนึ่งผู้บังคับบัญชามาชมในขณะกำลังวิ่งอยู่ในชุดกีฬา แกดีใจมากเพราะไม่เคยได้รับคำชมจากผู้บังคับบัญชามาก่อน เกิดกำลังใจทำให้ดีขึ้นอีก ต่อมาได้รับเลือกร่วมทีมไปฝึกการรบพิเศษ ในการฝึกครั้งหนึ่งต้องเดินเท้าหลายสิบกิโลเมตรตลอดทั้งคืนให้ถึงที่หมายก่อนตะวันขึ้น ทุกคนจะคอยถามแกว่า “ไหวไหมพี่” ปรากฏว่าสบายมาก ไปถึงที่หมายทันเวลาและก่อนคนอื่นอีกหลายคน ก็เลยกลายเป็นว่าชีวิตทางกายภาพดีขึ้นแล้ว การงานก็ดีขึ้นด้วย เรื่องดีๆ ที่แกเล่าในวันนำเสนอผลของโครงงาน ในวิชา สปช.๑ ที่ผมไปฟังมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีค.ที่ผ่านมานี้เอง  ที่ตราดมีนักศึกษาอยู่ ๗๐ คน แต่ละคนทำเรื่องดีๆ กับตัวเองที่ล้วนแล้วแต่น่าทึ่ง ผมเองก็ได้เรียนรู้มากมาย โจทย์ที่ผมให้คือให้ทำกับตัวเอง ชื่อโครงงานบังคับว่าต้องมีคำว่า “…ของข้าพเจ้า” ห้ามทำโครงงานพัฒนาคนอื่น(เด็ดขาด) ห้ามพัฒนาชุมชนหรือสังคมด้วย เพราะอันนั้นจะอยู่ในกลุ่มวิชาจัดการชุมชน ส่วนวิชานี้อยู่ในกลุ่มจัดการชีวิต(ตัวเอง) จะพัฒนาชาวบ้านต้องพัฒนาตัวเองก่อน วันต่อมาผมไปฟังการนำเสนอโครงงาน สปช.๑ ที่ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตแม่กลอง ก็ได้ฟังเรื่องดีๆ ที่น่าทึ่ง (best practice) จนแทบสำลัก เลือดลมพลุ่งพล่าน ขนลุกตลอดเวลา บุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งทำโครงงานออกกำลังการเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เล่าว่าไม่ได้คิดหรือเขียนในเค้าโครงของโครงงานก่อนทำว่าจะมีผลกระทบอะไรกับงาน แต่มาพบว่าเมื่อตัวเองมีร่างกายแข็งแรงขึ้น ตื่นเช้าไม่เพลีย กระปรี้กระเปล่า สามารถจัดเรียงจดหมายได้เร็วและแม่นยำขึ้น ลากและยกถุงเมล์ได้คราวละมากขึ้น ไม่เหนื่อย จากที่เคยขี่มอเตอร์ไซต์ส่งจดหมาย ๔ ชั่วโมงต่อวัน ทุกวันนี้ใช้เวลาแค่ ๒ ชั่วโมงครึ่งเสร็จ นักศึกษาอีกคนหนึ่งทำโครงงานลดการสูบบุหรี่หลังจากที่สูบมา ๒๔ ปี ปรากฏว่าไม่เพียงแต่ลดกลับเป็นเลิกได้ ต่อมาทราบว่าลูกสาวนำเรื่องเลิกบุหรี่ของพ่อไปทำนิทรรศการที่โรงเรียนในวันเลิกบุหรี่โลก ผมถามว่าให้คะแนนตัวเองเท่าไร (วิชานี้ผมให้นักศึกษาให้คะแนนตัวเองด้วยโดยมีแบบฟอร์มให้กรอกพร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมจึงให้เท่านั้น) แกบอกว่าอาจารย์จะให้เท่าไรให้ไปเลย แกไม่สนใจแล้ว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือได้คะแนนเต็มจากลูกสาวและครอบครัวแล้ว นักศึกษาอีกคนหนึ่งเป็นแม่บ้านลูกสาม ทำโครงงานประหยัดพลังงานในบ้าน โดยค่าไฟฟ้า(ตามใบเสร็จ)ที่ลดลงได้แต่ละเดือนจะฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ของลูกๆ ปรากฏว่านอกจากลูกๆ จะคอยปิดไฟ ปิดพัดลม วิทยุ ทีวี ทุกครั้งที่ออกจากห้อง หรือเมื่อไม่ใช้แล้ว จะคอยบอกผู้ใหญ่ในบ้านให้ปิดด้วย “แม่ยังไม่ปิดไฟ” เพราะแม่เองก็ลืมบ่อย ส่วนนักศึกษาที่อายุมากหน่อยที่กินยาลดความดัน ลดไขมัน ลดเบาหวาน ลดปวดข้อปวดเข่ากันไปหลายสิบคน มีหลายสิบคนที่หมอสั่งให้ลดยาลงหลังจากทำโครงงานออกกำลังกายและกินอย่างระมัดระวังขึ้น </p><p>สิ่งที่ผมพบอีกอย่างคือ แม้ว่าวิชานี้ไม่มีการบรรยายความรู้ใดๆ โดยอาจารย์นอกจากแนะนำวิธีเขียนเค้าโครงของโครงงานและวิธีเขียนรายงานผลโครงงาน(ตามแบบที่คณะกรรมการรายวิชากำหนด) แต่ปรากฏว่าในขณะที่นำเสนอกันนั้นมีเนื้อหาสาระในเชิงความรู้ที่นักศึกษาแต่ละคนไปค้นคว้ากันมาเองมากมายทั้งจากหนังสือ จากเน็ต และจากการไปเที่ยวถามผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องตัวเองทำโครงงาน ล้วนเป็นความรู้ดีๆ ทั้งนั้น </p><p>สิ่งที่ผมรู้สึกได้อีกอย่างคือ นักศึกษาที่ทำเรื่องดีๆ (best practice) กับตัวเองได้สำเร็จนี้ มีแนวโน้มว่าจะ “เสพติด” ความสำเร็จ หลายคนที่บอกว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นไปอีก บางคนก็บอกว่าจะไปหาเรื่องดีๆ เรื่องอื่นทำต่อไปอีก</p><p>ขณะนี้โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตมีศูนย์เรียนรู้อยู่ ๗๙ ศูนย์ใน ๒๓ จังหวัด ผมกำลังรวบรวมประสบการณ์จากศูนย์ต่างๆ อยู่ว่าวิธีการสอนแบบ “สอนน้อย เรียนมาก” และเรียนโดยไม่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่เอา “ชีวิต” เป็นตัวตั้ง (ตามชื่อมหาวิทยาลัยชีวิต) นี้จะกลับทำให้เกิดปัญญามากกว่าระบบการศึกษากระแสหลักที่เน้นที่ตัววิชาความรู้แค่ไหน</p>