ทุนมนุษย์ในระบบราชการ
(Human Capital in Public Service)
โดย.. ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ์ สำนักงาน ก.พ. นนทบุรี
26 พฤษภาคม 2553
1) Quotations
“Comparative advantage of countries or economies depend on the quality of human resources.”
Michael Porter
“The next revolution in technology is going to be much more about focusing on human dimension making technology easy for people to use.”
John Honor
“I set a goal the maximum capacity that people have, no less. I make myself a relentless architect of the possibilities of human being.”
Benjamin Zander
“คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร”
พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา
“ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน ไม่ใช่เงิน สิ่งของหรือเครื่องจักร แต่เป็นคน เช่น สิงคโปร์ หรืออิสราเอล”
จีระ หงส์ลดารมภ์
“การมองภาพทรัพยากรมนุษย์จาก Macro สู่ Micro”
จีระ หงส์ลดารมภ์
“การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กรไม่ใช่แต่ปลูกข้าว แต่ต้องดูว่าเก็บเกี่ยวได้ผลหรือเปล่า
Cultivation is necessary but harvesting is more important”
จีระ หงส์ลดารมภ์
Facts
“The net worth of Microsoft is 5% physical assets, 95% human imagination”
Facts
ข้าราชการ มีศักยภาพ 100 ใช้ 30
รัฐวิสาหกิจ มีศักยภาพ 100 ใช้ 40
เอกชน มีศักยภาพ 100 ใช้ 60
2) วัตถุประสงค์
- เข้าใจว่า Public Sector ในประเทศไทยมีเรื่องที่ท้าทายมากมาย
- ความสำคัญของทุนมนุษย์ – Why?
- How? – Definitions และความหมาย
- จะสร้างและเก็บเกี่ยวประโยชน์จากทุนมนุษย์ได้อย่างไร และเกิดความสำเร็จ (Execution)
- มาแบ่งปันความรู้กันในหมู่ผู้นำข้าราชการวันนี้
3) ปัจจัยที่ท้าทายใน Public Sector ของไทย
- การที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์อย่างเต็มตัว ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร
- การขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมรากหญ้า VS. คนชั้นกลาง
- ค่านิยมที่เน้นความเห็นแก่ตัวและวัตถุนิยม
- คนไทยขาดจิตสาธารณะ
- คนเก่งไม่เข้าสู่ระบบราชการ
- ข้าราชการเริ่มมีอายุ (Aging Population)
- ทุนมนุษย์กับ Gender (บทบาทของสตรีในระบบราชการ)
- การอยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่มอายุต่าง ๆ เช่น Gen X, Y
- ผู้นำส่วนมากไม่สนใจเรื่องคนแต่สนใจเรื่องอื่น ๆ
- การพัฒนาทุนมนุษย์ในระบบราชการไม่ได้ผล และขาดการสร้างขวัญ กำลังใจ สร้างอุดมการณ์และแรงบันดาลใจ
- การทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค
- ทุนมนุษย์ในระบบราชการกับความหลากหลาย (Diversity)
4) ข้อแตกต่างระหว่าง “ทรัพยากรมนุษย์” กับ “ทุนมนุษย์”
“ทรัพยากรมนุษย์” คือ มนุษย์มีคุณค่าในมุมกว้างโดยไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีการลงทุน
“ทุนมนุษย์” คือ การลงทุน
ทุนคืออะไร? ทุนก็คือสิ่งที่ต้องเสียแล้วถึงได้ คือ จะไม่ได้มาง่าย ๆ หรือที่เราเรียกว่า Investment คือ ต้องลงทุนก่อน และหวังว่าผลตอบแทนจะคุ้มกับที่ลงทุนไป
ในโลกปัจจุบันมีทุนทางเศรษฐกิจและธุรกิจหลาย ๆ ตัว เช่น
- ทุนที่มาจากธรรมชาติ – ที่ดิน
- ทุนที่มาจากการเงิน
- ทุนที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอาจจะหมายถึงเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร
- และสุดท้ายก็คือ ทุนมนุษย์ ก็คือ คุณภาพของคนนั่นเอง
เพียงแต่คนนั้นจะแตกต่างจากทุนในด้านอื่น เพราะ
- คิดได้ มีอารมณ์อยากทำหรือไม่อยากทำก็ได้ และต้องศึกษามนุษย์มากกว่าวัตถุ
- ทุนมนุษย์มีความสัมพันธ์กับทุนอื่น ๆ มาก เพราะจะเกี่ยวข้องกัน และหากทุนการเงินไม่มีทุนมนุษย์ก็จะไม่เกิดผลผลิตขึ้นมา จึงเป็นทุนที่สำคัญมาก ๆ และในการทำกิจการทางเศรษฐกิจหรือธุรกิจจึงขาดไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนหลังตอนหลังจะมีการทดแทนด้วยเทคโนโลยี เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ ATM แต่ก็ต้องมีอาชีพใหม่ ทุนมนุษย์ที่มีความสามารถมากขึ้นในระบบธนาคาร เช่น จะต้องเป็นนักการตลาด เป็นนักวิเคราะห์ เป็นต้น
- ในด้านวรรณกรรม มีใครในโลกทางเศรษฐศาสตร์เขียนเกี่ยวกับทุนมนุษย์ไว้บ้าง ที่เด่น ๆ มากก็คือ
Adam Smith ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก่ามาก ๆ สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันอาจจะพูดได้ว่าเป็นผู้ริเริ่ม คำว่า “ทุนมนุษย์” แต่ในช่วงแรกไม่ได้เรียกว่าทุนมนุษย์โดยตรง Adam Smith ยกตัวอย่างว่า.. ค่าจ้างของแรงงาน 2 คน ไม่เท่ากัน และก็ถามว่าทำไม? ส่วนหนึ่งก็มาจากบุคคลหนึ่งอาจจะมีความรู้ ทักษะมากกว่าอีกคนหนึ่ง
ต่อมาอีกคนหนึ่งที่ University of Chicago คือ Prof. Gary Becker ก็ได้วิเคราะห์ว่า ถ้าแรงงานมีการลงทุนด้านการศึกษาไม่เท่ากัน แค่วัดจากปีที่เรียนก็พอว่ารายได้ก็ไม่เท่ากัน จึงเป็นการค้นพบว่า การศึกษา คือ การลงทุนที่สำคัญของทุนมนุษย์ ใครมีการศึกษามากกว่าคนนั้นก็จะมีรายได้มากกว่า หรือมีทุนมนุษย์มากกว่า
E = α0 + α1Y1 + α2Y2 + x
E= รายได้, Y= Education
α1คือ ถ้า Y เพิ่ม E เพิ่มเท่าไหร่? ซึ่งได้มีการวิจัยว่า α1มีนัยยะสำคัญทางสถิติและเป็น+
ซึ่งการวิเคราะห์ของ Becker ก็เป็นที่มาของรางวัล Nobel ทางเศรษฐศาสตร์
ส่วนอีกท่านหนึ่ง คือ P. Schultz จาก University of Chicago ก็ทำวิจัยใช้หลักของ Becker พบว่า ชาวนาในสหรัฐ ถ้าคนไหนมีความรู้หรือปัญญามาก.. ผลผลิตของสินค้าเกษตรหรือ Labor Productivity ของเขาก็เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันปี 2553 การวิเคราะห์ทุนมนุษย์ก็ได้เปลี่ยนไปมาก ซึ่งก็คือประเด็นที่เราจะพูดกันในวันนี้
Hypothesis แรกก็คือ ปริมาณหรือการมองการศึกษาแบบเป็นทางการว่าจบอะไร ปริญญาตรีต้องดีกว่า ม.6 ก็ยังสำคัญอยู่ แต่จะสำคัญน้อยลง เพราะพบว่าคนเรียนน้อยก็อาจจะมีคุณภาพดีเท่ากับคนเรียนมากหรือที่มีคำว่า “ปัญญาอาจจะไม่ใช่ปริญญา”
5) ดังนั้น ตัวผมเองก็เลยได้วิเคราะห์ตัวเองซึ่งถือว่าได้ลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์มามากพอควร แต่จบปริญญาเอกก็คงไม่ได้ดีกว่าคนจบปริญญาตรีอีกต่อไป อยู่ที่ว่าจบมาแล้วมีคุณสมบัติอย่างไร? จึงเป็นที่มาของทฤษฎี 8 K’s และ 5 K’s (สนใจ Click ที่ http://www.chiraacademy.com/concept.html)
ใน 8 K’s ผมเริ่มด้วย Human Capital แต่ Human Capital ไม่ใช่วัดจากปริมาณมากแต่ต้อง
เน้นคุณภาพจึงเป็นที่มาของทุนที่สำคัญอีก 7ทุน
และสุดท้ายก็คือ 5 K’s ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์ โดยสรุปที่สำคัญก็คือคุณภาพของมนุษย์จะเกิดขึ้นอย่างไร
โดยสรุป ผมคิดว่าการศึกษาของเราไม่ได้สอนให้คนคิดเป็น ลองดูทฤษฎี HR Architecture ของผม (สนใจ Click ที่ http://www.chiraacademy.com/concept.html)
หากพิจารณาด้าน Demand Side ในช่วงอายุ 25 – 60 เมื่อทำงานในระบบราชการ เราจะต้องสร้างให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
6) ปัญหาทุนมนุษย์ในระบบราชการ จึงขาดคุณภาพที่พึงประสงค์ ทำอย่างไรจึงจะมีระบบที่สร้างให้ทุนมนุษย์ในระบบราชการมีคุณภาพอย่างแท้จริง และเป็นรูปธรรม
7) ปัจจัยที่สำคัญของทุนมนุษย์ในระบบราชการ
1) ต้องให้ระบบราชการเป็นทางเลือกของคนที่มีศักยภาพ เรื่อง Recruitment คงจะต้องคิดกันใหม่
2) เมื่อเข้ามาในระบบราชการแล้วก็ต้องสร้างทุนมนุษย์ให้มี Experience มี Skills มี Attitude หรือ มี Core Value มี Competencies และคิดเป็นวิเคราะห์เป็นเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
อย่างทฤษฎี 3 ต. ของผม คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง นั่นคือ ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง
8) จะเห็นได้ว่า ถ้าเรามี Human Capital ที่มีคุณภาพ ข้าราชการที่ดีขึ้น ก็จะสามารถจัดการกับปัจจัยท้าทาย เพราะในปัจจุบันทุนมนุษย์จะมีบทบาทสำคัญมากที่จะทำให้การทำงานของข้าราชการประสบความสำเร็จ จัดการกับปัจจัยภายใน-ภายนอก และความไม่แน่นอน ได้ ดึงเอาความคิดใหม่ ๆ และนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาแก้ปัญหาได้
-
การพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ทำงาน (25-60) นั้น
- ต้องมี Benchmark ที่ถูกต้อง เช่น จำนวนวันที่เรียน 7 วันต่อปีไม่นับวันลา ทุก ๆ ปี ถ้าเป็นระดับสูงก็ให้โอกาสเปิดหูเปิดตาต่างประเทศ
- ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็ให้เน้นคุณภาพ ปัจจุบันมีกฏระเบียบของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณให้มีมาตรฐานเดียวที่กำหนด คือ ค่าใช้จ่ายต่อหัวถูกไว้ซึ่งทำให้มีแต่ปริมาณ แต่คุณภาพไม่มี หรือที่เรียกว่า High Volume – Low Value
- ประสบการณ์ของผมก็คือ กระตุ้นให้ผู้นำ (พวกท่านทั้งหลาย) มีความเข้าใจว่าจะพัฒนา Human Capital ในระบบราชการ คือ การลงทุน Human Investment ที่สำคัญและจำเป็น
- ดังนั้น ผู้นำเบอร์ 1 ขององค์กรจึงต้องเป็นตัวแปรสำคัญ
- กลุ่มที่ 2 ผู้นำต้องไม่เลือกข้าราชการที่ไม่มีใครเอามาทำงาน มาทำด้านบุคคลซึ่งผมเรียกว่างาน HR ต้องเป็น Smart HR และ New HR
- ฝ่ายเสนาธิการฯ (Smart HR) ที่จะทำงานร่วมกับผู้นำจึงเป็นส่วนสำคัญ และจะต้องมีอิทธิพลต่อหน่วยงาน อื่น ๆ ซึ่งเรียกว่า Non- HR หรือ Line Managers
- และสุดท้าย อาจจะ Outsource ดึงคนข้างนอกที่มีคุณภาพเข้ามา คำว่า “คุณภาพ” ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นกลุ่มบุคคลหรือใครก็ได้ที่มีประสิทธิภาพ มีประสบการณ์ที่จะดึงเอาความเป็นเลิศของทุนมนุษย์ในระบบราชการออกมา
- ผมมีตัวอย่าง 2 – 3 เรื่อง
- ที่ กฟผ. – ได้สร้างผู้นำ 6 รุ่นแล้ว และเขาเหล่านี้ก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำตัวจริงในปัจจุบันของ กฟผ.
- ที่ กฟภ. – กำลังเร่งสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ และพัฒนาคนในเรื่องนี้ไปแล้วกว่า 4,000 คน
- ที่กระทรวงวัฒนธรรม – พัฒนาข้าราชการ C8 ไปแล้ว 200 คน
วิธีการเรียน สำคัญที่สุดผมเน้นทฤษฎี 4 L’s 2R’s 2I’s และ Peter Senge (http://www.chiraacademy.com/concept.html)
- ผู้นำไม่ใช่กระตุ้นให้องค์กรเป็นเลิศในด้านทุนมนุษย์ ผู้นำบางแห่งต้องลงมือเอง คือ Leader/Teacher แต่ผู้นำในราชการเสาร์ – อาทิตย์ตามนักการเมือง เช่น เล่นกอล์ฟ
- นอกจากนั้น ผู้นำยังต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ลดระบบ Command – Control
- และสุดท้ายก็ต้องลดปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส ลดระบบอุปถัมภ์ เรื่องความยุติธรรมในองค์กร สร้าง Core Value ที่ถูกต้อง เพราะตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในราชการ คือ อุดมการณ์ และค่านิยมที่ถูกต้อง
สรุป ผมมาที่นี่เพื่อมาเรียนรู้จากพวกท่าน และหวังว่าจะเป็นกลุ่มที่ปลูกฝังค่านิยมเรื่องคนที่ถูกต้อง
และเราจะได้เป็นแนวร่วมกันต่อไป