จริงๆ แล้วการเป็นนักการเมืองก็น่าจะทำอะไรได้เยอะโดยเฉพาะในเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับการศึกษา ทำไมถึงตัดสินใจออกมาล่ะคะ?
ใช่..เราปฏิรูปอะไรได้ ทำอะไรได้เยอะ อย่างตอนนั้นเราออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผมเขียนเรื่องคุณธรรมใส่เข้าไป ก็ไปโดน รสช.ยึดอำนาจพอดี แล้วก็เกิดปัญหาพฤษภาทมิฬอะไรต่างๆ ผมก็ดูแล้วว่าเราต้องลงไปถึงระดับรากฐานคือไปลงมือสร้างเด็กขึ้นมาเองเลย การปฏิรูปการศึกษาจะมาสั่งคนให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้โดยอาศัยกฎหมาย มันไม่ค่อยได้ผล เขาไม่เข้าใจ ไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยคิดว่าเราไปสร้างตัวอย่างให้เขาเห็นดีกว่า ไปปฏิรูปของเราเองก่อน วิธีการอย่างนี้จะขยายผลได้เร็ว
แล้วอีกอย่างผมก็คิดว่าเราสร้างอะไรต่ออะไร สร้างยานอวกาศ สร้างโน่นสร้างนี่มาเยอะแล้ว ตอนนี้ลองสร้างคนบ้าง ก็เลยหันไปสู่แวดวงการศึกษาของเด็ก ตั้งโรงเรียนสัตยาไส จ.ลพบุรี ขณะเดียวกันก็อบรมครู ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเรียนรู้ เกี่ยวกับการศึกษา และเดินทางไปต่างประเทศตามคำเชิญของประเทศต่างๆ เพื่อไปอบรมครู
แล้วทำไมต้องเป็นโรงเรียนแนวไสบาบา
คืออันนี้เริ่มต้นเมื่อประมาณ 23 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นผมยังไม่ได้มาสนใจเรื่องการศึกษาของเด็ก แต่ก็ได้รับแรงกระตุ้นเมื่อครั้งไปที่ประเทศอินเดีย และไปเจอนักการศึกษา (ท่านสัตยาไสบาบา) ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากในประเทศอินเดีย ขณะเดียวกันท่านก็สอนธรรมะ ผมไปเจอท่าน ท่านก็มองหน้าผมสักพัก แล้วก็บอกว่าในชีวิตที่เหลือขอให้หันมาสนใจการศึกษาทั้งหมดได้ไหม ผมก็ตอบรับทันที เพราะท่านพูดประทับใจมาก เข้าถึงใจผม
ผมก็เลยตัดสินใจว่าเราต้องหันมาทางด้านนี้
กลับมาเมืองไทยก็เริ่มต้นจากการทดลองสอนเด็กในแหล่งชุมชนก่อน ดูสิว่าเราสามารถเปลี่ยนชีวิตเขาได้ไหม ปรากฏว่าเด็กพวกนี้เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เราก็เริ่มเห็นผล ทีนี้ก็เลยจัดอบรมครู พออบรมไปได้สักหมื่นห้าพันกว่าคน ครูเหล่านี้ก็เรียกร้องว่า วิธีสอนมันดีล่ะ แต่เขาอยากจะเห็นของจริง โรงเรียนที่ปฏิบัติอย่างนั้น ทำอย่างนั้นจริงๆ ผมก็เลยบอกพรรคพวก เรามาสร้างโรงเรียนกันดีกว่า เพื่อจะได้เป็นตัวอย่าง ทุกคนก็เห็นดีด้วย ช่วยกันบริจาค เพราะเราจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน ต้องการทำตัวอย่างของการให้ ให้เปล่า ให้ฟรี ไม่ใช่ว่าจะเอากำไร โรงเรียนสัตยาไสก็เริ่มต้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
อาจารย์ทำงานกับเด็กมาก็พอสมควร มองว่าปัญหาของเด็กยุคนี้คืออะไร
เป็นเรื่องจริงว่าเด็กที่มีปัญหาคือ เด็กที่ขาดความรัก ขาดความอบอุ่นในครอบครัว พอเขาขาดก็จะพยายามแสวงหาความสนใจของคนอื่นเข้ามา ฉะนั้นบางทีเขาก็ใช้วิธีที่เขารู้จัก คือเกเร ทำลายโน่น ทำลายนี่ แกล้งคนโน้น คนนี้ ทันทีเลยผู้ใหญ่ก็จะมาหาเขา จริงอยู่เขาโดนลงโทษ แต่เขาสามารถดึงดูดคนมาหาเขา และนั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนา ที่เขาเกเรทุกวันนี้เป็นเพราะเขาขาดความรัก เขาอยากจะได้ความรักจากผู้ใหญ่ เราต้องเข้าใจ อย่าไปโทษเด็ก มันมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เสริมเข้ามา ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองของครูที่จะต้องเติมความรัก ความเมตตา และให้ภูมิคุ้มกันแก่เด็ก
ภายใต้บรรยากาศทางสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างในปัจจุบัน ยังพอมีหวังมั้ยคะ
คือผมเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์หลายอย่างที่จะทำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยน มนุษย์เราพอมีความทุกข์มากๆ จะรีบแก้ไข รีบเปลี่ยน รีบหนีความทุกข์ ฉะนั้นมันจะมีเหตุการณ์ที่สร้างปัญหาขึ้นมาเยอะให้กับเรา และปัญหาเหล่านั้นก็คือบทเรียนที่เราจะได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัวเราเอง แก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น อย่างที่เขาบอกระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 4 เมตร กรุงเทพฯก็หมดแล้วไม่มีเหลือ อยู่ใต้บาดาลแล้ว ภาคกลางของประเทศไทยก็จะโดนน้ำท่วมหมด พอถึงใกล้ๆ เวลานั้นพวกเราจะตกอกตกใจและรีบเตือนกันอย่างรวดเร็ว เราไม่มีทางเลือกแล้ว เราต้องเปลี่ยน
ถ้าเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม มันต้องเปลี่ยนแล้ว คือชีวิตเราจะเปลี่ยนเร็วท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ถ้าไม่มีวิกฤติเราก็ไม่เปลี่ยน เราก็อยู่กันอย่างสบายๆ เพราะฉะนั้นช่วงนี้มันจะมีวิกฤติเกิดขึ้นเยอะ และสร้างปัญหาให้กับเรา ทำให้การเปลี่ยนแปลงจะเร่งและรีบด่วน มันจะไม่ใช่ 50 ปีอย่างที่บางคนทำนายหรอก มันจะเกิดขึ้นเร็วมาก สมัยนี้เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลง เราไม่มีเวลากันแล้ว
แต่อาจารย์มองว่าวิกฤติจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี?
ผมมั่นใจว่ายุคแห่งความสงบสุขจะเกิดขึ้นในโลกของเราแล้ว
คล้ายๆ กับแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่องยุคพระศรีอารย์?
มันก็ตรงกับศาสนาต่างๆ ที่เขาทำนายไว้ว่าจะเกิดยุคแห่งความสงบสุขขึ้นมา ผมดูเหตุการณ์ทุกอย่างแล้วก็มุ่งไปทางนั้น แล้วตอนนี้ก็มีคนที่เริ่มคิดในแนวใหม่ เริ่มคิดในทางที่ดี หมอประเวศ วะสี ก็เริ่มคิดแหวกแนวออกมาแล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมของเรา ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นค่อนข้างจะเร็ว และคนจำนวนมากก็เริ่มจะคิดในแนวเดียวกันมากขึ้นๆ กระแสจะค่อยนำพาทุกฝ่ายไปสู่โลกใหม่ โลกที่เต็มไปด้วยความสงบสุข
ระหว่างวิกฤติทางด้านสังคมกับสิ่งแวดล้อม อาจารย์คิดว่าอะไรน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
ผมคิดว่ามันจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จากการที่อุณหภูมิมันสูงขึ้นในโลก ดิน ฟ้า อากาศ ทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลง ผมเพิ่งกลับมาจากอาหรับเอมิเรสต์ ปรากฏว่าฝนตกมาตลอดทั้งปี ทั้งๆ ที่ปกติเขาเป็นทะเลทราย ผมเคยบอกเขามานานแล้วว่า ตรงนี้ในที่สุดจะไม่ใช่ทะเลทรายแล้ว ฝนจะเริ่มตกมากขึ้นๆ และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ทะเลทรายจะค่อยๆ เคลื่อนที่ไปทางเหนือมากขึ้น อย่างประเทศสเปนจะแห้งแล้ง ทะเลทรายซาฮาราจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ทางเหนือ
อุณหภูมิในโลกเริ่มจะสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ผมไปคุยกับนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศจีน มันเกิดจากน้ำทะเล เขายอมรับว่าทุกปีมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ก็เริ่มละลาย ฉะนั้นจึงทำให้ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงจะเกิดมากขึ้นๆ พายุไต้ฝุ่นมากขึ้น สึนามิก็จะมีมากขึ้น แผ่นดินไหวมากขึ้น ทุกอย่างมันมากขึ้นไปหมด
ขณะเดียวกัน มนุษย์เราก็ยังทะเลาะกัน เถียงกัน ยังทำสงครามกัน ยังฆ่ากันอยู่ โดยเฉพาะแถวๆ อิหร่าน ตะวันออกกลาง จะมีปัญหาอยู่เยอะ และอีกหลายประเทศที่มีการสู้รบกัน ลักษณะแบบนี้มันจะเร่ง ทั้งธรรมชาติ ทั้งวิกฤติในระหว่างมนุษย์ด้วยกันก็จะเป็นตัวเร่ง ทำให้เราต้องยอมรับแล้วว่าถึงเวลาที่มนุษย์จะต้องเปลี่ยนแปลง
ชีวิตของผมเองก็เหมือนกัน พอเป็นเด็กเกเรมากๆ ชกต่อยคนโน้น คนนี้ ตัวเราเองก็เจ็บด้วย ไม่ใช่ทำให้คนอื่นเจ็บอย่างเดียว และนั่นคือตัวเร่งที่ทำให้ผมเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เพราะฉะนั้นอันนี้กำลังเกิดขึ้น และผมคิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคิด