ดูเหมือนอาจารย์จะมองการทำงานในตำแหน่งต่างๆ เป็นการเรียนรู้มากกว่าการประกอบอาชีพ?
คือทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ของผม
ไม่ได้มีเป้าหมายคือ ชื่อเสียง เงินทอง หรืออำนาจ?
ถ้าเราต้องการรวยมันง่ายมาก อย่างผมไปสร้างยานอวกาศที่สหรัฐอเมริกา เงินเดือนที่ได้รับตอนนั้นซื้อรถยนต์ได้ 1 คันต่อเดือน คือต้องเทียบอย่างนั้น เพราะว่าเงินสมัยนั้นมันยังน้อย เงินซื้ออะไรได้เยอะ มูลค่าสูง พอผมสร้างเสร็จแล้วหน้าที่ของผมคือกลับมาเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาฯ ก็บอกทางโน้นว่าขอกลับแล้ว ตอนแรกเขาก็จะไม่ยอม เพิ่มเงินเดือนให้ผม 20 เท่า ซื้อรถยนต์ได้ 20 คันต่อเดือน และจะโอนสัญชาติให้ผม ผมก็บอกว่าอันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ หน้าที่ของผมคือสอน ที่มาก็มาหาความรู้ ได้ประสบการณ์แล้วก็ขอกลับ ในที่สุดเขาก็ต้องยอม
ในชีวิตไม่เคยคิดอยากจะรวย ไม่เคยคิดอยากจะดังอะไร ถ้ามันดังก็ดังโดยธรรมชาติของมันเอง เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำด้วยความดังหรือชื่อเสียง หรือความร่ำรวยอะไร ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ที่โรงเรียน ผมก็ปฏิเสธไม่รับเงินเดือน เพราะว่านี่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเรา เราต้องการจะให้และช่วยเด็ก
แต่ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงธุรกิจหรือการเมือง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเต็มไปด้วยเรื่องผลประโยชน์และการต่อรอง?
อย่างผมเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง ปกติเราต้องเลี้ยงลูกค้า เลี้ยงอาหาร เลี้ยงเหล้า อะไรต่างๆ ผมก็บอกเขาตรงๆ ว่า ผมไม่ดื่มเหล้านะ และผมทานมังสวิรัติด้วย เขาก็ตกใจ แปลกใจ แต่ก็บอกผมว่า ถ้างั้นก็ทานบ้าง เป็นเพื่อนดื่มน้ำชาด้วยกัน เสร็จแล้วก็คุยกันไปคุยกันมา ปรากฏว่าเขาไว้ใจผมมากเลย เขาเชื่อว่าผมทำธุรกิจจะไม่มีวันเอาเปรียบเขา ไม่มีวันที่จะโกงเขา เขาบอกเอาล่ะ ผมพร้อมจะเซ็นสัญญาซื้อขายกับคุณ เซ็นสัญญาทีเป็นพันล้านเพราะเขาไว้วางใจเรา เพราะเราไม่ได้โม้อะไร ไม่ได้ไปแสดงอะไร ไม่ได้ดื่มเหล้าเมายากับเขา ไม่ได้เลี้ยงดูปูเสื่อ ซึ่งนักธุรกิจโดยทั่วไปเขาจะมี แต่ปรากฏว่ากลับไม่ค่อยไว้วางใจกัน แต่นี่เขาไว้ใจเรา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องใช้วิธีทางโลกในการค้าขาย สู้สร้างความไว้วางใจดีกว่า
การเมืองก็เหมือนกัน ผมก็เข้าไปในสภา เอาล่ะ ก็ยอมรับว่ามันมีผลประโยชน์ค่อนข้างจะเยอะ แล้วก็มีคนมาเสนอผลประโยชน์ให้ผมเยอะมาก ตอนที่เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีคนเสนอว่า พี่ช่วยเซ็นตรงนี้หน่อย พอเซ็นแล้วผมจะได้ 150 ล้าน ผมก็บอกว่าเรื่องอะไรล่ะ ได้เยอะแยะขนาดนี้ เขาบอกว่าเขาจะนำเข้าไม้จากพม่า และเขาเอาหลักฐานให้ผมดูว่าเป็นไม้จากพม่า แต่ผมดูแล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นเอกสารปลอม ผมก็เลยเอาเอกสารนี้ไปตรวจ พม่าตรวจแล้วเขาก็บอกว่าเป็นเอกสารปลอม ผมก็เอากลับมาแล้วบอกว่า ขอโทษนะเซ็นอันนี้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นเอกสารปลอม ผมก็พูดตรงไปตรงมากับเขา
ใช่ ผมอาจจะไม่ร่วมมือในเรื่องบางเรื่อง แต่ทุกคนก็ยอมรับ และก็ถือว่าผมเป็นคนที่น่าไว้วางใจ ถึงเวลาจะมีการปฏิรูปการศึกษา กรรมาธิการก็ให้ผมร่างในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ถึงเราไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่ไปขอร้องเขา พอถึงเวลาเขาก็ยกมือให้ เขามั่นใจเรา เขารักเรา การทำงานไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ อิทธิพล ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง เราสร้างความไว้วางใจให้กับคนอื่นให้รักเรา
จริงไหมที่เขาบอกว่าคนดีๆ มักอยู่ในแวดวงการเมืองไม่ได้?
อันนี้ก็จริงเหมือนกัน แต่ทว่าเขาเข้าใจผิด คือยืนหยัดอยู่ในทางของตัวเองแล้วบอกคนอื่นผิดหมด มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่มีใครผิด คือเราต้องเข้าใจว่าทุกคนอยู่ในโลกนี้ก็เพื่อที่จะมีประสบการณ์ บางทีเราต้องหกล้มเราถึงจะรู้ว่าหกล้มแล้วมันเจ็บ แล้วเราน่าจะเปลี่ยนวิธีการใหม่ ตลอดเวลามีการสร้างความแข็งแกร่ง ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตให้ดีขึ้น ฉะนั้นผมมองนักการเมืองทั้งหลายว่าเขาก็เรียนรู้อยู่ บางทีเขาทำอะไรตัวเองก็เจ็บมาก สร้างปัญหาให้กับตัวเอง ก็คือวิธีการเรียนรู้
ฉะนั้นคนดีบางคนบอกว่าตัวเองดี แล้วก็ไปชี้นิ้วว่าไอ้นี่มันไม่ดี ไอ้นั่นมันเลว แต่เราต้องเข้าใจว่าเมื่อเราชี้นิ้วไป มันจะมีนิ้วสามนิ้วชี้กลับมาที่ตัวเราเสมอ เราบอกว่าคนอื่นเลว แท้ที่จริงเราต้องดูตัวเองว่าเราเลว เราไม่ดีเอง เราคิดไม่ดีเอง ถ้าเผื่อเราเข้าใจอย่างนี้ เราไม่ไปด่าใคร เราไม่ไปว่าใคร