ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ....อาจารย์สุรเชษฐ ผมอาจจะไม่ได้เข้าธรรมะอย่างเต็มที่ เพราะมีเวลา ปฏิบัติน้อย แต่อย่างน้อย สิ่งที่ผมกระทำอยู่เสมอก็คือ สมาทานศีลสิกขา สมาทานจิตสิกขา และสมาทานปัญญาสิกขา ยังไม่ถึงขั้นของ อธิศีลสิกขา,อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา.... ด้วยการระมัดระวัง กาย,วาจา และใจ คือ เริ่มจากการสังวรกาย คือการไม่เบียดเบียนทั้งตัวเรา และบุคคลอื่น การสังวรใจ คือการการไม่เบียดเบียนทางใจ ทั้งตัวเอง และบุคคลอื่น เช่น การไม่เอาปัญญาของตนเองไปขูดรีดคนอื่น หรือไปข่มเหงชาวบ้าน การเอาความรู้ความสามารถที่เหนือมาคิดเอาเปรียบคนอื่น เป็นต้น

และการสังวรวาจา คือ การการไม่เบียดเบียนตัวเอง และบุคคลสัตว์สิ่งของ ด้วยคำพูด แยกได้ ๔ ประเภทคือ อะนูปะวาโท หมายความว่า  เราจะพูดถึงใครก็ตามทั้งต่อหน้า และลับหลังเขา  วจีกรรมของเราต้องมีเมตตาอยุ่ด้วยเสมอ  การพูดกับคนอื่นที่ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  ถ้ามุ่งแต่จะพูดให้ร้าย ด่าว่า  โจมตีเขา  ก็เป็นอันเสียหลักธรรมข้อนี้  เช่นเดียวกันในหลักธรรมของสัตบุรุษ  ก็มีคำสอนอยู่ข้อหนึ่งว่า  "จะพูดสิ่งใด  ก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น"

อะนูปะวาโท  หมายความว่า ในการพูดคุยธรรมดา  การเทศน์  การสอน  การแนะนำตักเตือน หรือในการถกเถียงเรื่องราวใด ๆ ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้ฟัง  ผู้พูดต้องมีวจีสังวร  ไม่ปล่อยคำพูดของตน  ถ้อยคำวาจาตนเป็นหอกทิ่มแทงผู้อื่นให้เดือนร้อน หรือย้อนมาทิ่มแทงตนเองให้ลำบาก 

นอกจากพระพุทธเจ้าจะให้หลักการพูดจาไว้ในสารณียธรรม  กับสัปปุริสธรรมอย่างนี้แล้ว  พระองค์ยังทรงสอน ผู้รักษาศีล ไม่ว่าจะรักษาศีล ๕ ศีล๘ ศีล๑๐ หรือศีล ๒๒๗ จะต้องมีเวรมณีคือ  งดเว้นการพูดดังต่อไปนี้

๑.นินทา  พูดติเตียนผู้อื่นลับหลังเขา

๒.มุสาวาท  พูดเท็จโกหกหลอกลวงเขา

 ๓.ปรูปวาท  พูดให้ร้ายป้ายสีโจมตีเขาคนอื่น

๔.โอมสวาท  พูดเหยียบย่ำเสียดแทง หรือกดเขาให้เลวลง ให้เขาเกิดความเจ็บใจ

คงเพียงพอสำหรับกรณีนี้ผมคงไม่สามารถแสดงความคิดเรืองคำว่า "เหวง" ได้ และคงไม่พูด  เพราะผิดศีลข้อ ๔  และผิดการสังวรวาจา  ครับ