สวัสดีครับอาจารย์ณัฐพัชร์ครับ
ที่ตรงนี้ แต่เดิมเลยชาวบ้านแถวศาลายาเรียกบ่อหลา เป็นส่วนหนึ่งของที่ลุ่มที่สุดของอาณาบริเวณนี้ที่เชื่อมต่อไปจนถึงบริเวณที่เป็นพุทธมณฑลสถานในปัจจุบัน ผมเคยถามชาวบ้านว่าทำไมจึงเรียกบ่อหลา ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้เพราะส่วนใหญ่คนแถวนี้ก็บอกว่าเรียกตามๆกันมา แต่ฟังดูการบรรยายลักษณะ รวมทั้งผมยังได้ทันมาเห็นสภาพดั้งเดิมแล้วก็มีลักษณะเหมือนแถวบ้านผมเรียกว่าได
บริเวณนี้เคยเป็นทุ่งเลี้ยงควายของชาวศาลายาเพราะเป็นทุ่งโล่งและมีแอ่งน้ำ ในแอ่งน้ำมีบัวหลวงตามธรรมชาติขึ้นอยู่ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่เชื่อมต่อไปทางด้านขวาของป้ายในรูปที่อาจารย์ถ่ายนี้ยาวไปอีก ๙๐ ไร่ไปจนถึงตลาดศาลายาและข้างสถานีรถไฟศาลายา เจ้าของที่เป็นเจ้าเดียวกันในตระกูลลูกหลานของนายกองนา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้เจียดบริจาคให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สำหรับก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหิดล ๖๐ ไร่
แต่ว่าก่อนที่จะมาเป็นมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ส่วนหนึ่งของที่ดินตรงนี้ ๖ ไร่ เป็นนาบัวหลวงแปลงแรกที่ชาวบ้านทดลองเอาบัวที่ขึ้นเองในบ่อหลามาทำเป็นพันธุ์ ก่อนที่ต่อมาจะเป็นที่แพร่หลายถึง ๗๘ เจ้าในปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นแหล่งทำนาบัวหลวงหนาแน่นที่สุดของประเทศ หลังป้ายนี้ไปอีกนิดหน่อยจะเป็นสำนักงานอธิการบดีและเป็นผืนเดียวกันกับนาบัว
ดังนั้น ตรงสำนักงานอธิการบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของมหาวิทยาลัยมหิดล จึงเป็นนาบัวแปลงแรกของพุทธมณฑลครับ และที่ดินส่วนใหญ่ที่รวมกันเป็นมหาวิทยาลัยมหิดลนี้เป็นที่ดินของในหลวงที่ทรงสืบทอดมาจากรัชกาลที่ ๕ แล้วก็ทรงพระราชทานให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ก่อนที่ต่อมาจะพระราชทานให้ก่อสร้างขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา
ประมาณปี ๒๕๑๔ มหาวิทยาลัยก็เริ่มมาเวนคืนที่ดินและเริ่มก่อสร้างประมาณปี ๒๕๑๗ และในปี ๒๕๒๕ ก็เริ่มจัดการเรียนการสอนเป็นปีแรก คณะแรกที่มาก่อตั้งและดำเนินการอย่างเต็มที่มากที่สุดของมหาวิทยาลัยมหิดลศาลายานี้คือ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งย้ายออกมาจากสำนักงานชั่วคราวที่คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ผู้ที่เป็นเลขานุการของคณะทำงานตั้งแต่ต้นและต่อมาก็เป็นผู้อำนวยการของศูนย์สาลายาคนแรกก็คือ คุณอนุชา โมกขะเวช ซึ่งต่อมาก็ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ในระยะแรกที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนั้น บริเวณที่เห็นในรูปของอาจารย์นี้เป็นถนนเส้นเล็กๆ จากสถานีรถไฟศาลายา วัดมะเกลือ บางภาษี ไปจรดกับถนนเพชรเกษม มีคลองขนาบไปกับถนนซึ่งชาวบ้านสามารถใช้เดินเรือออกไปยังบางแคและปากคลองตลาด ผมและชาวมหิดลหากต้องการเข้ากรุงเทพฯเมื่อปี ๒๕๒๕-๒๕๒๖ นั้นจะต้องเดินออกจากตรงนี้ไปทางแยกตรงที่เป็นวิทยาลัยราชสุดาและกำลังสร้างคณะพยาบาลศาสตร์ในปัจจุบันเพื่อโบกรถจากแม่กลองไปลงสายใต้ที่สามแยกไฟฉายแล้วก็ต่อรถไปยังศิริราช
เดินเลยตามถนนไปทางด้านซ้ายมือในรูปของอาจารย์อีกสักประมาณ ๒ ช่วงเสาไฟฟ้าซึ่งจะเป็นประตู ๑ ของมหาวิทยาลัยนั้น มีร้านเพิงมุงจากเป็นร้านอาหารร้านแรกและร้านเดียวที่คนมาทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดลรุ่นแรกๆพอจะหาข้าวกินได้ ชื่อ ร้านป้าเป๊ก แต่ขายถึง ๕-๖ โมงเย็นก็เลิกเพราะย่านนี้จะไม่มีผู้คนเลย
ตอนนั้น แม้แต่คนมาเป็นยามและภารโรงเฝ้าอาคารต่างๆของมหาวิทยาลัยก็มีไม่พอ บางทีโลหะที่บิดก๊อกน้ำตามท่อน้ำและคอมเพรสเซอร์แอร์คอนดิชั่นที่ติดตั้งอยู่ตามนอกอาคารก็ถูกขโมยถอดไป พอเลิกงานผมกับพวกผู้ชายตามหน่วยงานต่างๆ ต้องอาสาท่านศาสตราจารย์ ดร.สิรินทร์ พิบูลย์นิยม ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงการศูนย์สาลายาในระยะต่อมา ช่วยกันเป็นยามและภารโรง เดินและถีบจักรยานเฝ้าบริเวณและนอนเฝ้าตามตึกต่างๆของมหาวิทยาลัย
บนถนนเส้นนี้ เลยออกไปทางด้านขวาของในภาพไปจนสุดถนน ฝั่งซ้ายมือจะเป็นเขตจังหวัดนครปฐมและฝั่งขวามือจะเป็นเขตกรุงเทพมหานครโดยมีคลองทวีวัฒนาเป็นแนวแบ่งเขต ตรงหัวถนนมีทางแยกและมีเล้าเป็ด และถ้าหากเดินไปบนแนวถนนเลียบคลองทวีวัฒนาเส้นเดียวกันย้อนไปจนสุดอีกปลายทางด้านหนึ่งของถนน ตรงข้ามตลาดพุทธมณฑล ก็จะมีอีกเจ้าหนึ่ง เป็นของบ้าน สก.เขตทวีวัฒนา นักการเมืองท้องถิ่นของ กทม. ท่านหนึ่ง การมีร้านเป็ดพะโล้และร้านก๊วยเตี๋ยวเป็ดกระจายอยู่มากมายแถวศาลายาและนครปฐมนั้น จึงมีพื้นฐานความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของท้องถิ่นย่านนี้ก่อนที่เล้าเป็ดจะหายไปหมดแล้ว
อีกด้านหนึ่งเป็นโค้งหักศอกตามแนวพื้นที่ของมหาวิทยาลัย เป็นถนนสายดั้งเดิมที่ทอดมาจากสวนผักตลิ่งชันไปยังเมืองเก่านครชัยศรีทะลุออกนครปฐม บริเวณนี้ ตกเย็นก็จะมีรถบรรทุกมาจอดรออย่างคับคั่งเพราะยุคนั้นมีกฏหมายห้ามรถบรรทุกเข้ากรุงเทพฯก่อน ๓ ทุ่ม บริเวณนั้นยามมืดค่ำเลยเป็นย่านเริงรมย์ มีร้านยาดอง ร้านเหล้า และแหล่งขายบริการทางเพศแบบแอบแฝง ทำให้พุทธมณฑลมีอัตราความเสี่ยงต่อเอชไอวีเอดส์ในช่วงนั้นสูงที่สุดของจังหวัดนครปฐม พวกเราชาวมหิดลจำนวนหนึ่งกับคนในพื้นที่ รวมทั้งครูอาจารย์โรงเรียนในพุทธมณฑลและนายอำเภอสมดี คชายั่งยืน นายอำเภอพุทธมณฑลท่านหนึ่งซึ่งต่อมาไปเป็นผู้อำนวยการกองทะเบียนกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันไปอยู่จังหวัดสกลนคร ได้ช่วยกันจัดเวทีพูดคุยรณรงค์หลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องนี้อยู่เสมอ กระทั่งเขาเปลี่ยนกิจการและก็เกิดเครือข่ายช่วยกันทำงานส่วนรวมของท้องถิ่นด้วยกันหลายอย่างกระทั่งปัจจุบัน
หลังปี ๒๕๒๗ ถนนบรมราชชนนี หรือถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรีก็เริ่มก่อสร้างและปรับขยายใหญ่เป็นถนนคอนกรีต และต่อมาก็สร้างถนนหน้ามหาวิทยาลัยเป็น ๒ เลนกระทั่งเป็นถนนหลวงขนาด ๘ เลนหมายเลข ๓๓๑๐ อย่างที่เห็นในปัจจุบันน่ะครับ ผมยังนึกอยู่นะครับว่าจะวาดรูปเหล่านี้ไว้ให้คนศาลายา ก่อนออกจากรุงเทพฯไปอยู่ต่างจังหวัด