การใช้ใบไม้ หรือเศษวัชพืชในการคลุมดินเพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย และกลายเป็นอินทรีย์วัตถุก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ดินมีความสมดุลในระบบนิเวศน์ครับ เป็นแนวทางที่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะสร้างกระบวนคิดอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรโดยทั่วไปได้เห็นความสำคัญร่วมกัน

โดยเฉพาะในเรื่องของฟางข้าวที่มีอย่างมหาศาล เราจะทำอย่างไรให้เกษตรกรได้เห็นความสำคัญในการที่จะรณรงค์ไม่ให้เผาอย่างไร เพราะในกระบวนการเผาใช่ว่าจะเผาทำลายฟางเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการทำลายจุลินทรีย์ และแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์  หรือนักกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดไฟลุกลามไปไหม้ และทลายทรัพย์สินของคนอื่นด้วย

ในการเผาฟางนั้นก็ใช่ว่าแต่เกษตรกรเจ้าของนาไม่เห็นความสำคัญเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในผลประโยชน์ส่วนตน เอาความสะดวกสบายของตนเป็นที่ตั้ง คือกลุ่มรับจ้างไถนา เพราะคนลุ่มนี้จะรับจ้างไถนาอย่างเดียวโดยไม่ได้คำนึงถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน เอาความสะดวกของตนเป็นที่ตั้ง ดังนั้นเมื่อแปลงนารกก็จัดการเผาให้เรียบเพื่อจะได้ไถง่าย สะดวก จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนี่คืออินทรีย์วัตถุอย่างดีที่ไม่ต้องเสียเวลาในการขน 

ในการที่เราขน และเคลื่อนย้ายใบไม้จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้น (จากที่อื่นมาที่เราเอง) ก็เสมือนเป็นการดึงเอาความสมบูรณ์ของคนอื่นมาใส่ที่เรา หรือมองเชิงประจักษ์ก็คือว่าเรายังต้องพึ่งปัจจัยจากภายนอก  แต่เราจะมีวิธีการอย่างไรครับที่จะไม่ต้องไปพึ่งจากแหล่งอื่น เพราะนี่คือปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับพี่น้องเกาตรกรโดยทั่วไปที่ไม่มียานพาหนะในการที่จะขน หรือหากมีต้องเป็นการลงทุน ซึ่งผมคิดว่าอาจจะไม่ดึงดูดใจในการที่จะทำ

ในประเด็นที่คุณเม้งได้เล่าให้ฟังว่าการบดสับกิ่งไม้หรือต้นที่ไม่ใหญ่มากเกินไปโดยเครื่องจักรนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีครับ ในการที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ แต่สำหรับในบริบทชุมชนของเราผมคิดว่าอาจจะต้องใช้ยะเวลาพอสมควร อีกอย่างการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ กิ่งไม้ ก็ยังมีความจำเป็นและขาดแคลน เพราะวิถีชีวิตของชาวชนบทยังต้องใช้ฟืนในการหุงต้มครับ

ขอบคุณครับ