ชื่นใจด้วยคนครับ
ความคุ้นชินเก่าที่แยกส่วนเรียน แยกส่วนทำงาน มาจาก routine หรือสิ่งที่เห็นประจำ เราแยกคนเป็นแผนกๆ หัว หู ตา จมูก ปาก คอ อก นม แขน หลัง ขา เท้า ไต ตับ ไส้ ริดสีดวงทวาร พอจะมาถึงเรียน Ethics ครั้งนึง เราก็เคยเห็นการแบ่งบทเรียนออกเป็น 4 คาบ คือ วันนี้เรียน autonomy ต่อไปเรียน beneficence ต่อไปเรียน non-maleficence ต่อไปเรียน justice เอามันเป็นท่อนๆ เพราะตอนเรียนศึกษาศาสตร์ แพทยศาสตรศึกษา เขาบอกว่าให้มีความ "ชัดเจน" ของ learning objectives พอจะหมดชั่วโมงยังไม่ได้โน่้น ไม่ได้นี่ อาจารย์ก็เริ่มกังวลใจ
การกำหนด holistic ออกเป็น physical psychosocial spiritual ก็เหมือนกัน ตามความคุ้นชิน ขอให้ได้แบ่ง ได้ categorize เถอะ จะสบายใจ บางทีคนไข้บางคนกังวลเรื่องค่ารักษา เราก็จะซักให้ได้ว่าเข้าวัดกี่ครั้ง สวดมนต์บ้างไหม (เพราะมันเป็นอะไรที่ติ๊กได้ว่าซักเรื่องจิตวิญญาณด้วยแล้ว) การสัมภาษณ์เชิง narrative นั้น ถ้าจิตเราไม่ได้อยู่กับคนไข้ แต่ไปอยู่กับ mission ของเราที่จะต้อง accomplish คนที่จะได้ทำ holistic care สงสัยจะไม่ใช่เรา แต่เป็นคนไข้ทำ holistic care ให้หมอ ให้หมอรู้สึกมี psychosocial ดี มี spiritual ดี สัมภาษณ์เสร็จหมอสบายใจ ตัวเบา
งานของน้องเขาน่าสนใจ เพราะเป็นงานเริ่มจากสิ่งรอบตัว คือ routine to research ทำเพราะมีคนต้องการ และมีคน (อื่น) ได้ประโยชน์ ดังนั้นเป็นงานที่มีพลังจากจิตอาสา คือ คิดแบบไร้อัตตา ขอเพียงอย่าลืมตัวต้องเอาให้ได้ เช่น หาให้เจอว่า good death คืออะไร จะให้นิยามให้ได้ อันนั้นอาจจะกลายเป็นกับดักไป
เอาใจช่วย โบกธงให้ครับผม
สวัสดีปีใหม่