เราน่าจะให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ฝึกใช้ "ความเป็นมนุษย์" ในขณะเรียนด้วยเพื่อได้ใช้ "ความเป็นมนุษย์" เมื่อจบออกไป

  วันนี้ฉันได้รับ email จากลูกศิษย์ ที่เป็น Extern ไปปฎิบัติงานในชุมชน ซึ่งจะมี assignment จากคณาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน (ที่เชียงใหม่ขณะนี้่ fammed กับ commed แยกจากกัน) ซึ่งทำให้ฉันเห็นประกายความหวังของ Palliative care กับแพทย์รุ่นใหม่ เมื่อน้องนักศึกษาผู้นี้ไม่เพียงแต่สนใจทำวิจัยเกี่ยวกับ End of life care ในกลุ่มผู้ป่วย HIV แต่มุมมองของเขา ก็ทำให้ฉันทึ่ง..(ข้อความต่อไปนี้ ไม่ได้ตัดแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างไร บางประโยคต้องขออภัยหากทำให้คุณครูภาษาไทยต้องกระแอม) 

"...หลักการและเหตุผลก้อคือ ในการดูแลผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังนั้น จำเป็นที่จะต้องมองคนไข้ให้ครบทั้งตัวและมองรอบๆตัวของคนไข้ด้วย เพราะเหล่านี้ต่างมีการส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ตัวอย่างการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในประเทศไทย เช่น แผนงานการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่างๆ ซึ่งในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะมีแนวโน้มของอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งก็มักจะพบปัญหาของคนไข้ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆอย่างชัดเจน จึงทำให้แพทย์ต้องตื่นตัวในการดูแลตลอด จึงเกิดการรักษาแบบที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ทั้งด้านกาย ร่วมไปกับจิตใจที่ย่ำแย่ลงไปพร้อมๆกับกายที่ป่วยนั้น รวมถึงมีการเตรียมผู้ป่วยเมื่อต้องเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต ให้มีการตายดี หรือ good deaths 
   ในส่วนของปัญหาสุขภาพของโรคติดต่อ ก็มีหลายโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคเรื้อรัง โรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัญหาเรื่องผู้ป่วยผู้ติดเชื้อเอชไอวีในไทยยังมีอยู่เรื่อยๆ แม้ตอนนี้จะมียาต้านไวรัสที่เข้ามามีบทบาทในการรักษาโรค และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่กลุ่มเหล่านี้ จนทำให้บางครั้งแพทย์เองก็ปล่อยปะละเลยในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้แบบครอบคลุม เน้นเฉพาะเรื่องการทานยาต้านไวรัส ดูแลเรื่องการติดเชื้อเมื่อภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ไม่ได้มองเข้าสู่มิติที่ลึกมากขึ้นถึงความต้องการด้านที่ไม่ใช่สุขภาพกาย ทั้งที่จริงๆแล้ว โรคนี้ก็จะต้องเข้าสู่ระยะสุดท้ายในวันใดวันหนึ่งอยู่ดีี
   ซึ่งตัวผู้ป่วยและผู้ที่แวดล้อมผู้ป่วยนั้น ก็จะได้รับความทุกข์ทรมานทั้งจากตัวโรค และความทุกข์ทรมานด้านจิตใจ ไม่ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเหมือนกัน แต่แทนที่กลุ่มนี้จะได้รับการเตรียมตัวก่อนเข้า end stage เพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้น กลับถูกละเลยที่จะมองไปทางด้านสังคม จิตใจ และจิตวิญญาณ เนื่องจากผู้รักษาไปให้ความสำคัญกับการกินยา และตัวผู้ป่วยกับญาติก็คิดว่า เมื่อกินยาอย่างสม่ำเสมอแล้วนั้น ผู้ป่วยจะดูปกติดี ผู้ป่วยจึงไม่ได้สนใจที่จะเตรียมตัวเรื่องการป่วยในอนาคต ส่วนคนแวดล้อมก็ไม่ได้สนใจความรู้สึกนึกคิดหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้น
ดังนั้นจุดประสงค์ของงานวิจัยของหนู คือ
  
   1. ศึกษาระบบงานและโครงสร้างของคลินิกเอชไอวีในโรงพยาบาล.... (เนื่องจาก สถานการณ์โรคเอดส์ในปัจจุบันของพื้นที่อำเภอนี้ ค่อนข้างมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนคนติดเชื้อที่มากขึ้น - เดี๋ยวจะหาข้อมูล Epidemiology อีกทีค่ะ - ในบทบาทของแพทย์ มีหน้าที่ที่จะต้องรักษากลุ่มผู้ติดเชื้อ, ป้องกันการถ่ายทอดเชื้อ, รวมไปถึงการดูแลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้ ซึ่งงานเหล่านี้ แพทย์ไม่สามารถที่จะทำได้เอง แต่ต้องร่วมมือกับสหสาขาอาชีพ ดังนั้นการได้เรียนรู้ระบบการจัดการดูแลผู้ป่วยซึ่งเหมือนจะดูซับซ้อน จะทำให้เห็นความเชื่อมโยงของงานเครือข่ายการช่วยเหลือผู้ป่วย เริ่มจากตัวผู้ป่วย ญาติพี่น้อง  แพทย์ พยาบาล เภสัช และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ, มองเห็นจุดที่เป็นอุปสรรคทำให้การรักษาไม่ตรงตามเป้าหมายได้ชัดมากขึ้น ทั้งจากบุคลากร ผป และญาติ รวมไปถึงสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดด้วย )

 2. พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่ตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริงของผู้ป่วย เน้นการดูแลแบบ Humanized health care หรือการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์คือ มองตัว มองคน มองใจ โดยใช้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางการทำงานของกลุ่มสหวิชาชีพ - คือ การใช้แบบสอบถามเชิงลึกเพื่อถามความเห็น ความรู้สึกนึกคิด และความต้องการ ก่อนจะเอามาสรุปเพื่อวิเคราะห์ เพื่อสร้างแนวทางในการดูแลผู้ป่วยแบบครบทั้งตัว และเป็นมาตรฐานในการดูแลที่เท่าเทียมกัน ซึ่งโดยหลักสำคัญมี สามข้อ คือ ระบบต้องเห็นองค์รวมของคนไข้ ไม่มองแยกเป็น organs หรือ functions, ระบบต้องมองเห็นความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด มีจิตใจ, และระบบต้องมองเห็นความทุกข์ ความเดือดเนื้อร้อนใจของผู้ป่วย - คำนี้เค้าว่า เป็นศัพท์บัญญัติใหม่ เหมือนจะเอามาแทนที่ Holistic care ค่ะ เพราะเค้าคิดกันว่า แม้จะบอกว่าดูแลคนไข้แบบองค์รวม แต่ในทางปฏิบัติ คนโดยมากยังไม่เข้าใจศัพท์นี้นัก ว่าองค์รวมคืออะไร จึงบัญญัติศัพท์นี้เพื่อให้เห็นภาพการดูแลคนไข้ที่ชัดเจนขึ้น -แอบแนบไฟล์มาให้อ.ดูด้วยค่ะ

จริงๆแล้ว คลินิกเอชไอวีที่นี่ เค้าก้อมีพวกแบบประเมินทั่วๆไปเกี่ยวกับสภาพจิตค่ะ คือ ก็พยายามเน้นการดูแลแบบองค์รวม แต่ไม่ได้ทำครบทุกคนทุกครั้งที่มารพ. เนื่องจาก คนไข้เยอะขึ้นมาก ไม่เปนสัดส่วนกับพยาบาลและแพทย์ที่ดูแล, บางคนยังกินยาไม่ดี ควบคุมโรคยังไม่ดี ก็จะต้องมาตรวจกับแพทย์บนรพ. แต่คนไหนที่กินยาดี มีวินัยแล้ว ก็จะส่งมาที่คลินิกค่ะ ทำให้คนที่มาที่คลินิกก้อมักจะเจอพี่พยาบาลจิตเวชที่อาจมาตรวจสอบด้านปัญหาจิตใจต่างๆ แต่คนที่ไปพบแพทย์จะไม่ได้รับการดูแลในจุดๆนี้ค่ะ)
จุดประสงค์ของหนูจะเป็นประมาณนี้ค่ะอาจารย์ขออาจารย์ชี้แนะข้อบกพร่องต่างๆด้วยค่ะ

  ส่วนคำถามของอาจารย์ หนูว่าจะแอบเอาใส่ไปในแบบสอบถามด้วยค่ะ (เพราะจะได้เปนแนวทางในการหา good deaths ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยลักษณะนี้)
ด้วยความเคารพค่ะ "...

   สิ่งหนึ่งที่น้องนักศึกษาได้ช่วยสะกิดใจฉัน คือ Holistic แบบแยกส่วน..ในการนำเสนอปัญหาครอบครัวหน้าชั้น  เด็กนักศึกษา ต้องพยายาม"แยก"เป็นปัญหาทาง Bio,Psycho,Social, Spiritual ตามแบบฟอร์มที่อาจารย์กำหนด  แยกเสร็จก็ไม่รู้ว่าจะไปประกอบให้ผู้ป่วยมีความสุขขึ้นได้อย่างไร..บางครั้งก็นำไปสู่การสรุปที่ตื้นเขิน เพราะไม่เข้าใจว่าจะเอาไปเชื่อมโยงกับเวชปฎิบัติอย่างไร ยกตัวอย่าง การที่ผู้ป่วยไม่ค่อยไปวัด ไม่สวดมนต์ แปลว่า spiritual health ไม่ดี..จบ? บางทีเราน่าจะให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ฝึกใช้ "ความเป็นมนุษย์" ในขณะเรียนด้วยเพื่อได้ใช้ "ความเป็นมนุษย์" เมื่อจบออกไป