"ต้องขอชื่นชมพี่สุเทพ กับลีลาการเขียนแล้วละ เนื้อหาก็ ok และลีลาสีสันก็เยี่ยม"
ขอบคุณกับการ "AI_สุนทรียสาธก"ครับน้องพัชนี
ทั้งหมดนี้พวกเราร่วมกันสร้างครับ ..ครั้งหนึ่งที่ภูเขางามรีสอร์ท นครนายก
พี่เป็นคนบันทึกประวัติศาสตร์ให้ชื่นชม
หากมีคนชื่นชอบด้วย......ก็แสนจะยินดี
ดีกว่าเก็บไว้ชื่นชมคนเดียว
ว่าหมั๊ยหล่ะ
หมายเหตู "AI_สุนทรียสาธก"คืออะไรให้ เป็นความรู้ไว้ครับ
สุนทรียสาธกเป็นวิธีคิดใหม่ในการจัดการองค์กรด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรโดยเน้นการสร้างมุมมองด้านบวกต่องาน และการเรียนรู้จากประสบการณ์ด้านบวกขององค์กรด้วยการสร้างความรู้สึกที่ดี การเห็นคุณค่าความดีงามที่มีอยู่ในองค์กร และการสร้างสรรค์ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนทำงานในองค์กร สุนทรียสาธกหรือ appreciative inquiry ได้รับการพัฒนาโดย David Cooperrider และ Suresh Srivastva ในปี ค.ศ. 1980 (Cooperrider & Srivastva, 1987 อ้างถึงใน โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ.2550)
คำว่า appreciative มีความหมายในทางที่เป็นการชื่นชมในสิ่งที่ดี สิ่งที่งาม
ส่วนคำว่า inquiry คือ การวิจัยค้นคว้า
ดังนั้น appreciative inquiry คือ การค้นหาและชื่นชมสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในองค์กรสำหรับ สุนทรียสาธก มาจากคำว่า สุนทรีย์ ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า สุนทร คือ ความดีงาม ส่วนคำว่า สาธก คือ การยกตัวอย่างเป็นกรณีให้เห็น แปลความรวมว่า การยกตัวอย่างเป็นกรณีให้เกิดการนิยมชมชื่นในความดีงามที่มีอยู่
สุนทรียสาธกในฐานะเครื่องมือในการบริหารองค์กรนั้นสะท้อนวิธีคิดใหม่ที่ต่างจากการบริหารงานแบบเดิมที่มุ่งไปที่การมองหาและการจัดการปัญหาขององค์กร ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในระบบงานมักได้รับการฝึกฝนให้มีความสามารถในการค้นหาและจัดการกับปัญหา แต่ไม่มีทักษะหรือเครื่องมือในการค้นหาศักยภาพขององค์กรหรือค้นหาความดีที่ ดำรงอยู่ในองค์กร สนุทรียสาธกมองหาศักยภาพหรือสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในองค์กร และสร้างอนาคตองค์กรจากศักยภาพหรือสิ่งที่ดีที่มีอยู่แล้ว
กระบวนการสุนทรียสาธกมีหลักการเบื้องต้นที่ว่า ยิ่งไปเน้นส่วนขาดและปัญหา ส่วนขาดและปัญหาที่ว่าจะยิ่งมองเห็นเด่นชัด และปัญหาที่ยิ่งคิดยิ่งปรุงแต่งมากขึ้นนี้จะล้นท่วมและทำให้ระบบล่มสลาย เพราะว่าขวัญกำลังใจก็หดหาย อุดมคติในการทำงานก็จางคลาย รวมทั้งคุณค่าในการทำงานก็หมดสิ้นไปด้วย(Mirvis, 1997 อ้างถึงใน โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ.2550)
สุนทรียสาธกเริ่มจากสมมติฐานที่ว่าในทุกองค์กรมีส่วนที่เป็นประสบการณ์ด้านดีหรือจุดเด่นขององค์กรอยู่ องค์กรไหนที่ไม่มีความดีงามอยู่เลยองค์กรนั้นๆ ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้อนาคตองค์กรจะไม่ได้อยู่ที่การมุ่งขุดค้นและหมกมุ่นอยู่กับปัญหาแต่จะอยู่ที่การค้นพบและชื่นชมในศักยภาพขององค์กร การจินตนาการไปสู่อนาคตขององค์กรจึงต้องเน้นไปที่การแสวงหาภาพลักษณ์เชิงบวก(positive image)มาเป็นเครื่องสร้างแรงบันดาลใจและชี้นำความเป็นไปได้ใหม่ๆ ขององค์กรว่าจะพัฒนาไปในทิศทางที่พึงประสงค์ได้อย่างไร(Whitney & Schau, 1998 อ้างถึงใน โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ.2550)