ต้องขอขอบพระคุณคุณหมอมากๆ นะคะที่กรุณาเข้ามาเยี่ยมชมและทักทานใน blog เลยทำให้รู้จักคุณหมอมากขึ้น ดีใจอย่างยิ่งค่ะถือว่าเป็นมิตรภาพอันล้ำค่ำของโลกแห่งการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ขอใช้คำแทนตัวเองว่าพี่ก็แล้วกันนะคะ เพราะว่าอายุมากกว่าคุณหมอค่ะ พี่บรรจุรับราชการครั้งแรกที่บ้านนอกเหมือนกันค่ะ แต่เป็นที่ภาคใต้อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2536 ผ่านมาแล้ว 16 ปี ณ ตอนนั้นยังไม่เบี้ยกันดารด้วยค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้อยู่เป็นหลักของชาวชนบทดีแล้วนะคะ และพี่ก็ขอชมเชยคุณหมออย่างมากเลยที่มีความอยากอยู่ใกล้คุณแม่ทุกๆ วันถึงแม้จะมีคนชวนเข้าไปทำงานในกระทรวง คุณหมอคะคุณหมอคิดถูกแล้วหละค่ะ เพราะเหนือส่งอื่นใดก็ไม่มีสิ่งไหนยิ่งใหญ่เท่าพระคุณพ่อคุณแม่ของเรา เมื่อก่อนพี่ก็ได้มีโอกาสเลี้ยงดูและดูแลพระคุณแม่ (ตอนนี้ท่านเสียชีวิตแล้ว เมื่อ 27 มกราคม 2552 ต้นปีนี่เองค่ะ) อายุ 78 ปี คุณแม่ของพี่ท่านเป็นอัมพฤกต์ซีกขวา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2546 สาเหตุเพราะเอื้อมตัวไปปิดหน้าต่างมุ้งลวดขณะที่ฝนกำลังตกหนัก แล้วเจอกับจิ้งจกท่านเลยตกใจมากเพราะท่านเป็นคนกลัวจิ้งจกก็เลยขาขวาอ่อนแรงฉับพลัน พี่ก็รีบพาไปหาหมอๆ ก็บอกไม่มีอะไรผิดปกติ พอตกกลางคือมาประมาณตี 1 ท่านก็บ่นปวดศรีษะมากเหมือนจะระเบิดจะพาไปหาหมอท่านก็ปฏิเสธ เลยให้กินยาพาราฯ ประมาณ 30 นามี ท่านก็บอกไม่เป็นไรแล้วหายแล้ว หายแล้ว ก็ผล็อยหลับไป ประมาณ ตี 5.30 ก็เริ่มมีอาการนั่งไม่ได้เพราะลำตัวจะโงนเงนเวลานั่ง เหมือนจะล้มมาด้านขวาท่าเดียว เพราะร่างกายซีกขวามันไม่ตอบสนองแล้ว พี่ก็รีบพาไปโรงพยาบาลของรัฐบาลทันที คุณหมอก็ตรวจดูอาการโดยทั่วไป แล้วก็วินิจฉัยว่าคุณยายพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่เป็นอะไรมาก ให้กลับบ้านได้ แต่ใจของพี่มันจะขาดให้ได้นะคุณหมอ คุณแม่พูดไม่ได้แล้วลิ้นก็เริ่มพันกัน พูดไม่ออกเป็นภาษาคน อวัยวะของร่างกายไม่ตอบสนองเลย ก็บอกกับคุณหมอว่ายังไงก็ขอให้นอนที่โรงพยาบาลและขอความกรุณาตรวจให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งเพราะเราก็ไม่ได้เรียนทางหมอมา แต่ดูอาการแล้วก็ไม่สบายใจเลย ผลเป็นอย่างไรทราบไหมคะ คุณหมอ.............(ไม่เอ่ยชื่อดีกว่าค่ะ) เขาบอกหมอบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรคุณจะมารู้ดีกว่าหมอได้อย่างไร พี่ก็ปรี๊ดเลยค่ะ แต่ก็ระงับไว้เพราะคุณแม่เราสอนมาดี ก็ตอบเขาว่า ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะคืออยากจะให้คุณแม่อยู่ในความดูแลของคุณหมอทางญาติจะได้เบาใจ เขาก็ยืนยันว่าใหกลับบ้านได้ สงสัยเขาคงไม่มีแม่คงเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ (เป็นภาษาอีสานที่เปรียบเทียบถึงคนไม่รู้จักบุญคุณพ่อแม่ค่ะ) จนถึงเวลา 9 โมงเช้าลูกน้องพี่ก็โทรหาเพื่อปรึกษาเรื่องงาน พี่ก็บอกเขาไปว่าวันนี้คงไม่ได้เข้าสำนักงานเพราะคุณแม่ไม่สบายมาก ก็เลยพาคุณแม่กลับบ้านไป ไม่รู้จะพึ่งใครได้ ณ วินาทีนั้นมันสับสนและน้อยใจในวิชาชีพนี้อย่างบอกไม่ถูก จนพี่คิดกับตัวเองว่าทำไมเราไม่สอบ Entrance เข้าแพทย์ให้ได้ซะตอนจบ ม.6 ซะจะได้รักษาแม่เรา ทำไมเราต้องไปเรียนสาขานี้มานะ(ก็คิดไปตามประสานั่นหละค่ะ) ถึงแม้ว่าตอนเรียนป.โท ที่มข.เพื่อนที่มาเรียนด้วยกันที่มีสามีเป็นคุณหมอเขาก็บ่นให้ฟังว่าสงสารสามีตัวเองที่ไม่ได้มีเวลาพักผ่อน งานก็หนัก เราก็เออ.เออ จริงนะ ...ก็จบความคิดนั้นไปแล้ว แต่ไม่รู้ในวันนั้นคิดขึ้นมาได้อย่างไร...นั่นหล่ะคะพอพี่พาคุณแม่กลับบ้านของคุณแม่เองซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของพี่ประมาณ 20 กิโลเมตร ทั้งขับรถเองทั้งลูกสาวคนโตตอนนั้นอายุ ขวบ 8 เดือนก็นั่งหลับมาในรถยนต์ด้วยเพราะคุณแม่มาเลี้ยงลูกสาวให้พี่อยู่ที่บ้านส่วนคุณพ่อบ้านพี่ไปรับราชการทหารอยู่ที่ค่ายธนรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลับมาเดือนละ 1 คร้ง ภาระต่างๆ จึงตกเป็นของพี่ค่ะ(รับเละค่ะ) ในวันนั้นพอช่วงเที่ยงพี่ก็เลยพาคุณแม่ไปรักษาตัวที่รพ.เอกชนในจังหวัดคุณแม่พี่ก็เลยมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบหาย 100%