ความเห็น 1620448

๕๘.กาลครั้งหนึ่ง....ของมิตรสามวัยแต่ใจเดียว

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ อาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์

ขณะนั่งเขียนงานอยู่ที่ห้องสมุด เสียบหูฟังเพลงเบาๆ การ "บรรเลงขลุ่ยกับธรรมชาติ" ของอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี .... เพลิดเพลินกับเสียงขลุ่ย เสียงน้ำ เสียงฟ้า เสียงนก เสียงจิ้งหรีด ........

"เข้าหน้าหนาวแล้วนะ ทำให้ป้าคิดถึงฟางอุ่นๆ" เป็นคำเปรยก่อนเริ่มบทสนทนาช่วงต่อไปของน้ามะลิ (นักการคนแรก ชาวอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ของสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล) ทำให้ดิฉันต้องเงยหน้าขึ้นมาทักทายน้ามะลิ ... แกอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อได้พูดคุยถึงเมื่อครั้นน้ามะลิแกยังเล็ก อยู่ที่บ้านตากฟ้ากับครอบครัว ... จึงเปิดภาพนี้ของอาจารย์ให้น้ามะลิแกดู และอ่านข้อความสั้นๆ ให้แกฟัง

                   

แกนั่งมองดูภาพ ฟังข้อความสั้นๆ แล้วรอยยิ้มก็เกิดอีกครั้ง  หลังจากนั้นคำบอกเล่าจากปากแกก็พร่างพรูอย่างมีความสุข เล่าไป ยิ้มไป ... เท่าที่พอจะรวบรวมทัน >>>

กะทิกข้าว สมัยก่อนหุงข้าวด้วยหม้อดินนะ เวลาหุง จะวางลงเพื่อหุง วางแรงก็ไม่ได้เดี๋ยวแตก อดกิน แถมโดนตีอีก ต้องวางเบาๆ เวลาป้าหุงข้าวป้าจะเลือกหม้อดินใบใหม่หน่อยจะได้ไม่แตกง่าย ข้าวหุงด้วยหม้อดินหอมนะ พอถึงเวลาแม่จะเรียก “เฮ๊ยยย กะทิกข้าวย๊าง ข้าวจะสุกแล้วเน้อ กะทิกอีกเถือเดียวก็ใช้ได้แล้วเน้อ” (พยายามออกเสียงให้ได้อารมณ์แบบคนนครสวรรค์นะค่ะ)

“ที่บ้านป้ามี เสียงดนตรีแบบธรรมชาติ คนแถวบ้านชื่อตาสี เดินพาวัวกลับบ้าน เป่าขลุ่ยไปด้วยเพราะมากเลยนะ แล้วยังมีเสียงกระดิ่งวัว ตัวเล็กกระดิ่งเล็ก ตัวใหญ่กระดิ่งใหญ่ จังหวะก็ขึ้นอยู่กับวัว ว่าวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเนิบนาบ เนิบนาบ เสียงกระดิ่งก็เป็นทำนอง เป็นดนตรีตามธรรมชาติที่บ้านป้า ส่วนเด็กผู้หญิงอย่างป้าก็เอาไม้ไผ่มาเคาะ มาตีให้เข้าจังหวะ สนุกสนาน หรือเอาไหมาคลุมด้วยพลาสติก และหนังยาง แล้วก็ดีดไห เป็นที่มาของการดีดไหในทุกวันนี้แหละ”

ดอกหญ้าแพรก เมื่อเข้าหน้าหนาว ดอกหญ้าแพรกจะเริ่มออกดอก เด็กผู้หญิงจะออกเดินหาเพื่อนำมาเล่นกัน (มาตีกัน) ใครยอดหลุดก่อนก็จะเป็นฝ่ายแพ้ ... “เด็กบ้านนอกมีของเล่นกันแบบนี้แหละ ช่วงหน้าฝนก็จะเก็บดินเหนียวตามร่องเกวียน ฝนตก น้ำขัง เอาดินมาปั้นแข่งกัน ใครสวยกว่า ใครเสร็จแล้วอยู่ทนกว่า เพราะเมื่อมันแห้งมันจะหลุด ถ้าใครขยำดินไม่ได้ที่มันจะแตกง่ายกว่า ของป้าจะปั้นคน ส่วนน้องชายป้าจะปั้นรถ”

การไล่เพลี่ย ช่วงข้าวออกรวง ที่เค้าเรียกว่าตั้งท้อง เพลี่ยจะเริ่มลง น้ามะลิแกเล่าให้ฟังแบบขำๆ ว่า “ให้พวกผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้า แล้วก็จับผ้าซ้าย-ขวา แล้วก็กระพือผ้าเพื่อเดินไล่เพลี่ยไปเรื่อยๆ” (อันนี้น่าจะเป็นการแก้เคล็ดซะมากกว่า ฮ่า ฮ่า)

งานวัดกับเด็กน้อย “หน้าลอยกระทง  จะไปลอกกล้วย ไม่ตัดกล้วยนะ จะเอามาซ้อนๆ กันแล้วก็แปะเป็นวงกลม ทำให้มันเบาๆ ทำเป็นรูปเรือ พากันไปลอยที่วัดตากฟ้า” (อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์) “ที่วัดไม่มีคลอง มีบ่อน้ำหรอก แต่ทางวัดจะทำบ่อเล็กๆ ไว้ เด็กๆ เที่ยวกันยันสว่าง ทางวัดจะเปิดเพลงของไวพจน์ เพชรสุรรณ จะเป็นที่รู้กันว่าได้เวลากลับบ้านแล้ว นั้นก็หมายถึงเวลาใกล้สว่างแล้ว (ตี ๕) .... เดินสโล่เหสร่ มองหาข้าวหลาม และส้ม กินกันจนถึงบ้าน งานมี ๗ วัน ๗ คืน กลางวันก็นอน บ่าย ๓ ตื่น รอเที่ยวงานวัด .... มีหนัง มีดนตรี มีรำวง นี่ขาดไม่ได้  มีทอยขวดใช้หนังยางโยนใส่ปากขวด (๑๐ เส้น ๕๐ สตางค์) มีเงินไป ๕ บาทคืนนั้นอยู่ได้ทั้งคืน ก๋วยเตี๋ยวชาม ๕๐ สตางค์ มีปลาหมึกย่างที่เสียบไม้ มีลูกโป่ง เด็กๆ จะชอบมาก เวลากลับบ้าน ขึ้นรถ ๒ แถวจะมีแต่ลูกโป่งอัดมาเต็มรถ แต่จากบ้านป้าไปวัด ประมาณ ๓ กิโล เดินเอา แต่ต้องเดินผ่านป่า จะมี เสือ ช้าง น่ากลัว สมัยนั้นเยอะนะ แต่ที่กลัวที่สุดกลายเป็นมด เพราะมันกัดเจ็บมาก”

ตอนปี ๒๕๑๐ เคยมีลูกอุกาบาด ลงมาทางทิศตะวันออกไปทางทิศเหนือ ป้าก็จะตะโกนเรียกแม่ “ฮ๊าววววว  ฮ๊าวววว  แหม๋ๆ มาดูดาวหาง ทำไมมันใหญ่ขนาดนั้น มันยังบ่ไปไหน มาดู ฮ๊าวววว” เสียงแม่แกก็จะตอบว่า “ฮ๊าววว มันบ่แม่นดาวหาง มันเป็นลูกอุกาบาดติ” ... แกฝากถามมายัง “น้องม่อย” ของแกด้วยว่าทันเห็นไหมในช่วงนั้นหน่ะค่ะ

......น้ามะลิแกบอกว่า "โอ๊ยยย ยังมีอีกเยอะ แล้วป้าจะมาเล่าให้ฟังอีกนะ" ........