จะยกตัวอย่างให้ฟังอีก  ด้วยเรื่องที่เทศน์เมื่อคืนก่อน ว่าความรู้สึกของคนเรา ซึ่งทำให้เกิดความสำคัญมั่นหมายนั้น  ควรจะจัดเป็น ๔ ประเภท จึงจะหมดจด  แต่คนธรรมดาสามัญรู้จักเพียง ๓ ประเภท  อันที่หนึ่งเรียกว่า  รู้สึกว่ากูขาดทุน  อันที่สอง รู้สึกว่ากูเสมอตัว  อันที่สาม เรียกว่า กูได้กำไร  คนปุถุชนธรรมดาเหล่านี้โง่ถึงขนาดที่เรียกว่า ทั้ง ๓ อย่างนี้มันต่างกัน  มันต่างกันอย่างตรงกันข้าม  เรียกทำนองนั้นว่า  อันหนึ่งมันขาดทุน  อันหนึ่งมันกำไร  อันหนึ่งมันเสมอตัว  มันโง่เพราะมันเพียงรู้แต่ ๓ อย่าง  ไม่รู้จักอย่างที่สี่ ที่เรียกว่า "นิพเพธิกะภาคิยะสัญญา" คือความรู้ที่มันจะแทงตลอด ๓ อย่างโง่ๆ นั้น ให้ทะลุเข้าไปว่า มันเหมือนกัน รู้สึกว่าขาดทุน มันก็โง่ชนิดหนึ่ง รู้สึกว่าเสมอตัว มันก็โง่ชนิดหนึ่ง รู้สึกว่ากำไร มันก็โง่ชนิดหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นความโง่ด้วยกัน

          อันหนึ่งมันให้เกิดเวทนา  เป็นทุกขเวทนา  เมื่อขาดทุน  มันก็เดือดร้อนไปตามประสาทุกขเวทนา  เกิดโทสะ  เกิดโกธะอะไร  ตกนรกไปตามแบบนั้น  อันหนึ่ง รู้สึกว่า ได้กำไร  มันก็สบาย  ดีใจลิงโลด เป็นสุขเวทนา  มันก็โง่หรือบ้าไปตามแบบนั้น  ส่วนที่เสมอตัวนั้น  มันก็ยังเป็นโมหะ ยังสงสัย ยังหวัง ยังอะไรต่อไปอีก  จึงเรียกว่าโง่เสมอกัน  แต่คนธรรมดาไม่รู้สึกอย่างนั้น  เขาจะรู้สึกยินดีเมื่อได้กำไร  แล้วก็เสียใจเมื่อขาดทุน  แล้วก็หวังต่อไปเมื่อมันเสมอตัว  ส่วนเรื่อง นิพเพธิกะภาคิยะสัญญา นั้น มันมาในลักษณะที่บอกว่า รู้สึกขาดทุน นี่ก็ยังโง่  รู้สึกว่าเสมอตัวก็ยังโง่  รู้สึกว่าได้กำไรก็ยังโง่  เพราะคนเหล่านั้นมันโง่ไปตามเวทนานั้นๆ

          ทีนี้ถ้าไม่ให้โง่  ก็หมายความว่า  เมื่อมันมีการขาดทุนเกิดขึ้น  ต้องให้ความขาดทุนนั้น ทำให้เราฉลาดในเรื่องนั้นๆ  ในเมื่อความเสมอตัวเกิดขึ้น  ก็ต้องให้ความเสมอตัวนั้น ทำให้เราฉลาดในเรื่องนั้นๆ  แล้วเมื่อการได้กำไรเกิดขึ้น ก็ต้องให้การได้กำไรนั้น ทำให้เราฉลาดในเรื่องนั้นๆ  คือมันให้ปัญญาทั้งสามอย่าง  ไม่ใช่มาให้ความยินดียินร้าย อันหนึ่งเศร้า อันหนึ่งระเริงเหลิงอย่างนี้

          แล้วลองคิดดู  อันไหนเป็นวิทยาศาสตร์  คนที่เมื่อมันขาดทุนแล้วมันเสียใจ  พอกำไรแล้วดีใจ  เสมอตัวก็หวังต่อไป  อย่างนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่?  ไม่มีลักษณะแห่งความเป็นวิทยาศาสตร์  คือมันโง่ไปด้วยอำนาจอวิชชา  มีความยึดมั่นถือมั่น  ได้อย่างใจก็ดีใจ  ไม่ได้อย่างใจก็เสียใจหรือโกรธ  ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์มันก็ต้องรู้ว่า  ความรู้สึก ๓ อย่างนี้นั้น  มันสำหรับคนโง่ มีอวิชชา  อุปาทาน  แล้วยึดถือไปแบบหนึ่ง แบบหนึ่ง  แบบหนึ่ง  ๓ แบบ

          แบบของพระพุทธเจ้าถือว่า  มันเป็นปฏิจจสมุปปันธรรมเสมอกัน คือว่า ความรู้สึกที่จะต้องเกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเสมอกัน  เป็นปฏิจจสมุปปันธรรมเสมอกัน  ไม่ควรยึดถือว่า เป็นที่รัก น่าพอใจ หรือน่าโกรธน่าเกลียด น่าอะไร

          นี่คิดดูเถิด  อันไหนมันเป็นวิทยาศาสตร์กว่า  หรือคนไหนมันจะรู้วิทยาศาสตร์กว่า?