เพื่อให้เข้าใจสิ่งนี้ดียิ่งขึ้น  ชัดเจน ไม่ปนกันยุ่ง  ก็เลยขอยกตัวอย่างให้ฟังว่า  ถ้าเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางร่างกายนี่  เราก็ไปที่โรงพยาบาลทั่วๆไป  ถ้าเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางจิต  เราก็ไปที่โรงพยาบาลปากคลองสาน  หรือโรงพยาบาลอะไรทำนองนั้น  แต่ถ้าเราเป็นโรคทางวิญญาณ  เราต้องไปหาพระพุทธเจ้า  นี่ไปที่โรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า  โรงพยาบาลทั่วๆไป กับโรงพยาบาลทางปากคลองสานช่วยไม่ได้  ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า  ก็คือศึกษาเรื่องที่มันเหนือจากนั้นไป  รู้ว่า กิเลสคืออะไร  ความทุกข์คืออะไร  อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

          นี้ก็หมายความว่าคนทุกคนในโลกนี้ ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเป็นโรคทางวิญญาณอยู่ด้วยกันทั้งนั้น  แต่เราไม่ถือว่าเขาเป็นโรคกาย  หรือโรคจิต ในระบบ physical หรือ mental นี้ มันยังดีดีอยู่ แต่ระบบ spiritual เสียไปหมด คือ โง่ ใครที่ยังโง่เรื่องความดับทุกข์ โง่เรื่องอะไรนี้ก็เรียกว่ามีโรคทางวิญญาณ

          ในที่นี้จะพูดให้เข้าใจว่า ในภาษาบาลีใช้คำว่า"จิต" แทนคำว่า "วิญญาณ" คำว่าจิตในภาษาไทยเอามาใช้ต่ำเกินไปเสียแล้ว  ใช้ไม่ได้  ต้องใช้คำว่าวิญญาณแทน  นี้อย่าให้มันปนกันยุ่ง  ขอให้รู้ว่าภาษาบาลีใช้อย่างไร  ภาษาไทยใช้อย่างไร  และภาษาที่เรากำลังจะพูดกันนี้ใช้อย่างไร

          นี้เราก็รู้ได้ทันทีว่า  ระบบทาง spiritual นั้น จะเป็นผู้ศึกษาระบบทาง corporeality หรือ mentality เราจึงสามารถศึกษาพุทธศาสนา  โดยเฉพาะเรื่องวิถีทางของความดับทุกข์นี้  ในลักษณะอย่างเดียวกับการศึกษาวิทยาศาสตร์  คือใช้วิธีการอย่างวิทยาศาสตร์  โดยต้องมีอะไรมาวางลง เป็นวัตถุสำหรับศึกษา  แล้วก็ศึกษาให้เข้าใจ  เหมือนที่ได้พูดมาแล้วในวันก่อนว่า  จะต้องเอาตัวสิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้นมาวางลงไปในที่ทดลอง  ในที่ศึกษา ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า เวทนา  มันก็ล้มเหลวหมด  คือมันโง่เกินไปที่จะศึกษาอะไรได้  ฉะนั้น จะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า เวทนา  ที่เกิดอยู่เป็นประจำวัน ให้รู้จักดีดี  จนเอามาศึกษาในส่วนลึก  ในส่วนที่มันลึกกว่าที่คนธรรมดาเขารู้หรือเขาพูดกัน  มันจึงจะเป็นวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายจิต  หรือฝ่ายวิญญาณ