- ๒ -

                                         ๘  กันยายน  ๒๕๑๔

 

          การบรรยายในวันนี้  เป็นการบรรยายต่อไปจากครั้งที่แล้วมา  ดังที่ได้บอกให้ทราบแล้วว่า  เราจะเปลี่ยนเรื่องจากเรื่องสำหรับภิกษุใหม่  มาเป็นเรื่อง "หลักธรรมะ" ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง  ในครั้งที่แล้วมา  เราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง  แล้วก็เป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง  ที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นแก่มนุษย์เรา  แล้วให้มองดูสิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้น  เป็นต้นเหตุให้เกิดสิ่งยุ่งยากแก่มนุษย์เราได้  ในลักษณะที่มันเป็นสิ่งที่เห็นได้จริงๆ ตรงๆ ตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์  ดังนั้นเราจึงเรียกการศึกษาชุดนี้ว่า  "การศึกษาพุทธศาสนาตามวิถีทางของวิทยาศาสตร์"

          นี้ต้องทบทวนดู  ให้เข้าใจถึงสิ่งที่เป็นตัววัตถุของการศึกษา  การศึกษาตามวิถีทางของวิทยาศาสตร์  ต้องมีตัววัตถุสำหรับการศึกษา อย่างประจักษ์  คือไม่ใช่เรื่องคำนึงคำนวณโดยเหตุผล  เหมือนกับวิธีของปรัชญา  เราก็ได้พูดแล้วว่า  แม้สิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" นั้น  จะเป็นเพียงความรู้สึกในทางจิต  มิได้เป็นตัวเป็นตนอย่างวัตถุ  นี้ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรม  ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุ

          เรื่องนามธรรมกับเรื่องวัตถุนี้  มันก็มีอะไรบางอย่างที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่  สำหรับผู้มีปัญญาในทางธรรมะจริงๆ แล้ว จะเห็นว่าเรื่องนามธรรมนั้น  ก็เป็นเรื่องระดับเดียวกันกับเรื่องวัตถุ  ตรงนี้ยากที่ใครๆ จะเข้าใจ หรือมองเห็นได้ทันที  ว่าเรื่องทางจิตใจนั้น  ถ้ามองเห็นชัดเข้าใจแล้ว  มันก็จะกลายเป็นเรื่องวัตถุ  โดยกฎเกณฑ์อย่างเดียวกัน  นี่เป็นเหตุให้เราสามารถที่จะเอาสิ่งที่เรียกว่าเวทนา  มาเป็นวัตถุสำหรับศึกษาได้  เช่นเดียวกับที่เราจะเอาก้อนหิน  ก้อนดิน  ไม้ไร่นี้มาเป็นวัตถุ  สำหรับศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุ

          อีกทีหนึ่งขอให้ทราบไว้ด้วยว่า  ระบบจิตใจที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายนี้  ตามทางธรรมะถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับร่างกาย  ดังนั้นเราจึงต้องมีคำใช้ที่แบ่งแยกกันเด็ดขาด ระบบรูปธรรม คือวัตถุทั้งหลายที่เรียกว่า corporeality  นี่ก็ตามระบบทางจิตที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ที่เรียกว่า mentality นี้ก็ตาม  ล้วนแต่ถือว่าเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น  ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่สูงขึ้นไปกว่านั้น  คือเป็นเรื่องทางสติปัญญาล้วนๆ  ที่เราเรียกกันว่าทาง spiritual นั่นแหละจึงจะเป็นเรื่องทางที่ ไม่อาจจะเรียกว่าวัตถุ       

          จะยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆว่า  ในทางธรรมะนี้  เรามีเรื่องที่จะต้องเอามาเป็นวัตถุสำหรับการศึกษา ๒ เรื่อง คือเรื่อง กาย กับ จิต กายจะต้องถูกศึกษาเช่นเดียวกับจิต  จิตจะต้องถูกศึกษาเช่นเดียวกับกาย  ทีนี้จะเอาอะไรมาศึกษา?  จิตและกายอันนั้นรู้จักกันหรือยัง?  อันนั้นจะไม่เรียกว่าจิต แต่ว่าจิตนี้มันเป็นคู่กันกับกาย  ถูกศึกษาพร้อมกันไปกับกาย ในลักษณะอย่างเดียวกันกับกาย  เช่น ขันธ์ ๕ : รูปนี้คือกาย,  เวทนา สัญญา  สังขาร  วิญญาณ นี้คือจิต, เอามารวมกันไว้เป็นขันธ์ ๕  แล้วจะเอาอะไรมาศึกษาขันธ์ ๕? เอาขันธ์ ๕ เป็นวัตถุสำหรับการศึกษา

          ที่มันเตลิดขึ้นไปจนไม่มีชื่อจะเรียกนี้  ในภาษาธรรมะเขาเรียกว่า "ปัญญา หรือ ญาณทัสสนะ" หรืออะไรที่มันยิ่งไปกว่าร่างกายกับใจนี้  ทีนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า  เรามีสิ่งนี้ที่จะศึกษารูป  ร่างกายในลักษณะที่เป็นวัตถุ  ศึกษาจิต  เรื่องเกี่ยวกับจิต  ในลักษณะที่เนื่องกันอยู่กับวัตถุ เรียกง่ายๆ ว่า ศึกษาเรื่องคน  คนก็มีทั้งกายทั้งจิต  ฉะนั้นคนทั้งคนถูกศึกษา

          ทีนี้สิ่งที่จะมาศึกษามันได้นี้  ก็ต้องเป็นเรื่องที่สูงกว่า  ดีกว่า ๒ สิ่งนี้  นี่ก็แปลว่ามีเรื่องของสิ่งที่สูงไปกว่าร่างกายกับจิตนี้  ซึ่งในภาษาไทยเรา  ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร  ในภาษาบาลีนั้นเขาเรียกว่า เรื่องทางจิต นั่นแหละ  โดยยกเอาจิตที่คู่กันกับกายนี้  เอามาไว้เป็นฝ่ายร่างกายเสีย แล้วก็อย่าลืม  ที่เคยเปรียบเทียบให้ฟังว่า  เพื่อเข้าใจสิ่งทั้ง ๓ นี้ดี  ให้ใช้คำว่า ร่างกาย  จิต แล้วก็วิญญาณ  วิญญาณในที่นี้อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องจิต  ไม่ใช่วิญญาณในขันธ์ ๕  แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร  ก็ต้องยืมคำว่าวิญญาณมาใช้เพื่อเข้ากับคำว่า spiritual ของภาษาสากล อย่างที่เราเรียกตึกนี้ว่า "โรงหนังทางวิญญาณ" นี้  คำว่าวิญญาณนี้ ไม่ใช่จิต มันมีอะไรไกลไปกว่านั้น