• เคยฟังคุณอัศศิริ ธรรมโชติคุย เขาบอกว่า เขาเป็นนักเขียนที่ไม่มีความรู้เรื่องงานวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ แต่ความที่เป็นนักนิเทศศาสตร์ เขาเลยใช้ความรู้และอารมณ์แบบคนถ่ายหนังและทำหนังมากเขียนหนังสือ
  • เห็นหัวข้ออาจารย์แล้วเลยสนใจ แวะเข้ามาอ่านตรงที่บอกว่า การทำงาน เหมือนการถ่ายภาพ...กระบวนการอย่างนี้ ในทางวิทยาศาสตร์การศึกษา เรียกว่า การถ่ายเททางการเรียนรู้ : Transfer of learning ทางศิลปะและคนวรรณกรรม เช่น ศาสตราจารย์เจตนา นาควัชระ  คุณสุชาติ สวัสดื์ศรี  กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นข้ามประสบการณ์อย่างนี้ในงานศิลปะคนละประเภทว่า ศิลปะส่องทาง นอกเหนือจากความหมายว่างานที่ดีชิ้นหนึ่ง เป็นแรงบันดาลใจหรือการจุดประกายให้เกิดการสร้างสรรค์ศิลปะอีกชิ้นหนึ่ง ในกลุ่มนักวิจัยบูรณาการของมหาวิทยาลัยมหิดล เคยรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเรื่องนี้และเรียกความเคลื่อนไหวทางวิชาการในลักษณะนี้ว่า Transdisciplinary
  • แต่อ่านเนื้อหาแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ.... "การถ่ายภาพกับการทำงานก็คล้ายกัน คือต้องมีอิสระทางความคิดเหมือนกัน" ชอบครับ นี่ขนาดเขียนเล่นๆตอนรอฝนหยุดเท่านั้นนะนี่นะอาจารย์ wasatdeemarn ครับ
  • เลยเอารูปถ่ายมาฝากครับ

                           

 

  • ยุคนี้แล้ว แทบทุกคนสามารถมีกล้องความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ เทคนิคการปรับรูรับแสงกับความเร็วของชัตเตอร์ รวมไปจนถึงศิลปะและการจัดองค์ประกอบภาคให้มีศิลปะในภาพถ่าย อย่างที่เคยสอนกันอย่างในอดีตนั้น แทบจะล้าสมัยและแทบไม่ต้องสอนแล้ว เพราะเทคโนโลยีทั่วไปของ Imaging science บนกล้อง ไม่ได้ใช้หลักอย่างนั้นให้ซับซ้อนอีกต่อไป แค่คนมีตามองวิวไฟเดอร์ กวาดกล้งจับภาพและเห็นภาพบนจอเล็กๆของวิวไฟเดอร์อย่างไร ภาพก็ออกมาได้อย่างนั้น มิหนำซ้ำ ก็เอาไปทำรายละเอียดและตบแต่งได้ด้วยคอมพิวเตอร์อีก
  • ผมเลยเคยบอกกับทีมนักวิจัยผมและนักวิจัยชาวบ้านที่ผมทำงานด้วยว่า ขอให้ทำงานข้อมูล-ทำงานความคิด แล้วก็ใส่ความคิดและความสร้างสรรค์ลงไปกำกับเลนส์และชัตเตอร์ด้วย ก็จะทำให้กล้องกลายเป็นเครื่องมือการวิจัยและเครื่องมือสร้างงานศิลปะที่แตกต่างจากคนอื่นได้ทันที