ขอโทษทีคะน้องอุ้ม ...พี่ไม่ได้เปิดหลายวันคะ...

ความกระด้าง (Total hardness) ความกระด้างคือน้ำที่มีเกลือแคลเซี่ยมและมักเนเซียม ละลายอยู่ ส่วนใหญ่เป็นโลหะที่มีประจุบวกสอง เมื่อประจุบวกจับตัวกับอิออนประจุลบบางชนิด เช่น คาร์บอเนต ซัลเฟต หรือคลอไรด์ ก็จะเกิดเป็นความกระด้างขึ้น หน่วยของความกระด้างนิยมวัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ในรูปของแคลเซี่ยมคาร์บอเนต (CaCO3) ถ้าจะจัดลำดับความกระด้างของน้ำ สามารถทำได้ดังนี้

0-50 ppm สภาพเป็นน้ำอ่อน

50-100 ppm ค่อนข้างอ่อน

100-150 ppm กระด้างเล็กน้อย

150-250 ppm ค่อนข้างกระด้าง

250-350 ppm กระด้าง

มากกว่า 350 ppm กระด้างมาก (7)

สาเหตุของความกระด้างของน้ำ เกิดจากเมื่อฝนตกผ่านชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ ก็จะละลายเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนหนึ่งไว้ในน้ำ และเมื่อไหลผ่านชั้นดินซึ่งมีการสลายตัวของพืขสีเขียวที่เกิดจากแบคทีเรีย ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเช่นกัน เมื่อก๊าซนี้ละลายในน้ำก็จะกลายเป็นกรดคาร์บอนิค (H2CO3) ซึ่งเป็นกรดอ่อนสลายตัวได้ง่าย และมีคุณสมบัติที่สามารถละลายหินปูน (CaCO3) และแมกนีเซี่ยมคาร์บอเนตได้ เกิดเป็นแคลเซี่ยมไบคาร์บอเนต และมักเนเซี่ยมไบคาร์บอเนต พวกไบคาร์บอเนต (HCO3) เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความกระด้าง เพราะสารพวกนี้ละลายน้ำได้ง่าย

ความกระด้างที่มีอยู่ในน้ำทุกประเภท รวมเรียกว่า ความกระด้างทั้งหมด (Total hardness) ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

ก. ความกระด้างชั่วคราว (carbonate hardness) เกิดจากเกลือไบคาร์บอเนต ของแคลเซี่ยมและมักเนเซี่ยม สามารถแก้ไขได้โดยการต้ม โดยจะเกิดปฏิกิริยาเคมีดังนี้

Ca(HCO3)2 + ความร้อน CaCO3 + H2O + CO2

Mg(HCO3)2 + ความร้อน MgCO3 + H2O + CO2

MgCO3 + H2O + ความร้อน Mg(OH)2 + H2O + CO2 (5)

จะเห็นว่าปฏิกิริยาการสลายตัวจะให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และหินปูน ซึ่งไม่ละลายน้ำ จะตกตะกอนเป็นตะกรัน เกาะจับตามหม้อน้ำ ความกระด้างในน้ำก็จะหายไป

ข. ความกระด้างถาวร (non-carbonate hardness) คือน้ำที่มีความกระด้างอยู่ในรูปเกลือคลอไรด์ ซัลเฟต และไนเตรต ของแคลเซี่ยมและมักเนเซี่ยม ซึ่งจะไม่สลายตัวเมื่อถูกความร้อน ไม่เกิดตะกรันง่าย

ความกระด้างจะไม่มีผลต่อสุขภาพอนามัยมากนัก แต่มีผลต่อการซักล้าง ทำให้เปลืองสบู่ ทำให้เกิดตะกรันในหม้อน้ำ และทำให้น้ำมีรสเฝื่อน

คงพอทำรายงานนะคะ