ขอบคุณมากค่ะอาจารย์

ถ้าจะวิเคราะห์ภาพ(ไม่ทราบว่าการดูภาพเขาทำกันไหมคะ)..เป็นครั้งแรกของการดูภาพแล้วอยากวิเคราะห์ขออนุญาตบอกสิ่งที่คิดค่ะ ...วิเคราะห์ว่า

 ภาพนี้มีหลากอารมณ์ และเป็นความขัดแย้งของอารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่การคล้อยตาม

เหมือนกับศิลปินกำลังบอกเล่าว่าเขาได้รู้ความจริงของอำนาจบางอย่าง เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของความจริงคือความสุขแท้หรือสวรรค์ แต่ การจะขึ้นไปสัมผัสสวรรค์นั้น กลับถูกครอบงำด้วยอำนาจจากโบสถ์ว่า มีเพียงเส้นทางเดียวที่จะทำได้คือผ่านทางยอดแหลมของโบสถ์ เพราะดูจากรูปยอดแหลมของโบสถ์เท่านั้นที่สูงขึ้นไปถึงสวรรค์

เขารู้สึกถึงความหดหู่ไม่มีอำนาจที่จะจัดการที่จะบอกเล่าให้ใครรับรู้ ทั้งความจริงและทั้งเส้นทางสู่ความจริง ขณะเดียวกับเขาก็มีอำนาจ "ท้าทาย" อยู่ภายใน ที่สะท้อนออกมาจากต้นสนที่พยายามเสียดขึ้นสูงแข่งกับโบสถ์ คล้ายๆกับจะบอกเล่าว่า เพียงแต่เราก้าวออกจากสิ่งที่เป็นอยู่ ขึ้นมายังจุดที่เขายืน สวรรค์ก็อยู่ไม่ไกล ฟ้าก็ต่ำเหมือนจะเอื้อมถึง และเส้นทางที่จะทำได้คือการจะต้องมีความท้าทายจากภายในบุคคล

ต้นสนคือสัญลักษณ์ของความท้าทายภายในที่เขาพยายามบอก เพราะเขาเน้นให้เด่นและอยู่เกือบกลางภาพ

ในอีกอารมณ์หนึ่งคือถึงเขาจะหดหู่ เขาเองก็มีความหวัง โดยเขาใช้แสงเรืองรองของพระจันทร์และหมู่ดาวเป็นเหมือนสิ่งที่ปลอบประโลมใจซึ่งความหวังของเขาไม่มีจาง ดูจากพระจันทร์และหมู่ดาวที่สว่างและดวงใหญ่

อารมณ์ของเขามันต่อเนื่องและพลิกผันไปตามปลายภู่กันที่เขาสะท้อนผ่านกลุ่มเมฆ เป็นเหมือนอารมณ์ที่ขัดแย้งของเขา ว่าส่วนหนึ่งมีความกลัวว่า อำนาจของหมู่เมฆจะบดบังหมู่ดาว แต่ขณะเดียวกันในความหวาดกลัวนั้นกลับมีความตื่นเต้นค้นหาท้าทายอยู่

คิดว่าศิลปินถ่ายทอดความหม่นหมองในใจขณะเดียวกันก็มีความหวังมีความตื่นเต้นท้าทาย มีการต่อสู้และมีความจริงซ่อนให้ค้นหาค่ะ..เหมือนเขากำลังบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องราวของตัวเองที่มีความขัดแย้งต่ออำนาจทั้งจากภายนอกและภายในตัวเองตลอดเวลาค่ะ