ที่เรียกว่าตกนรกอย่างแสบเผ็ด  ก็เป็นนรกในความหมายธรรมดา  ตกนรกหอมหวน  หอมหวาน  เอร็ดอร่อย ก็เป็นสวรรค์ เรียกกันว่าสวรรค์  สวรรค์ก็คือนรกที่ชวนตก  ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นนรก  นรกธรรมดาก็คือนรกที่มันแสบเผ็ด นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเวทนาทั้งนั้น  นรก  สวรรค์ นิพพาน ทั้งหมดเกี่ยวกับเวทนา  เป็นต้นเหตุด้วย  เป็นผลด้วย  เป็นผลสุดท้ายด้วย  จนกระทั่งเป็นเวทนาชนิดที่ประเสริฐที่สุด คือเวทนาที่มันรู้สึกไม่มีความทุกข์เลย  นี้เพราะหมดกิเลสแล้ว

          ในลักษณะที่ไม่มีความทุกข์อย่างนั้น  มันไม่ใช่เวทนาอย่างที่กำลังพูด  เป็นเวทนาของผู้ที่ชนะเวทนาแล้ว  ไม่รวมอยู่ในข้อนี้  เว้นไว้แต่จะถือว่า  ความสุขอันนี้เป็นความสุขเกิดมาจากการดับกิเลสได้  ดับทุกข์ได้ เป็นนิพพาน อย่างนี้มันไม่มีเวทนาดึงดูดให้คนปฏิบัติธรรมนี้ก็ได้

          ผู้ที่จะบรรลุเวทนานั้นจริง  คือพระอรหันต์ ไม่รู้สึกเป็นเวทนา  ท่านไม่รู้สึกเป็นเวทนา  รู้เวทนาชนิดที่สักแต่ว่าไม่มีความหมาย  เป็นเวทนาที่ไม่สร้างความยึดมั่นถือมั่นแก่จิตใจได้  ส่วนคำว่า "เวทนา" ในกรณีทั่วไป  หมายถึงเวทนาของคนที่จะไปยึดมั่นในเวทนานั้น  แม้จะยึดมั่นด้วยสติปัญญาธรรมดา  นี้ก็เรียกว่ายึดมั่น  จนกว่ามันจะหลุดพ้นไปเสียแล้วจากเวทนานั้น  จึงจะอยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่น  ฉะนั้นในความถูกต้องนั้น  มันก็ยังมีความยึดมั่นถือมั่นชนิดที่ละเอียด ลึกซึ้ง สุขุม อยู่ด้วยเหมือนกัน

          การปฏิบัติจะต้องค่อยๆ ก้าวสูงขึ้นไป  คือข้ามให้พ้นไป  ข้ามจากความเลวหรือความชั่ว  มาสู่ความดีหรือบุญกุศลก็ตาม  แล้วก็ก้าวข้ามจากความดีหรือบุญกุศลนี้ไปสู่ความที่ไม่เรียกได้ว่าดีหรือไม่ดี  คือไม่มีเหตุที่เป็นที่ตั้งแห่งความดีหรือความไม่ดี   ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุขหรือความทุกข์  ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา  ว่าของเรา  พอไม่มีเรา ไม่มีของเรา มันก็หมดเรื่องกัน  ไม่มีได้ ไม่มีเสีย  ไม่มีอะไรทุกอย่าง