สัปดาห์นี้ ในหมู่นักวิจัยและอาจารย์หลายคณะของมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งทางด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มีประสบการณ์ทำงานวิจัยชุมชน ได้ลองเดินมาจัดเวทีคุยกันเพื่อมองหาโอกาสพัฒนาทั้งทางด้านวิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการก่อให้เกิดผลต่อการพัฒนาของสังคม
ผู้ช่วยอธิการบดีและสำนักพัฒนาคุณภาพ เป็นตัวตั้งตัวตีในการประสานงานให้เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ถือว่าเป็นการจัดการความรู้อย่างหนึ่งให้ชุมชนทางวิชาการได้มาหลอมรวมประสบการณ์กันเพื่อพัฒนาให้ก้าวหน้า
ผู้ร่วมเสวนามีบทเรียนและการมองไปข้างหน้าเกี่ยวกับการวิจัยชุมชนที่ดีมากมาย มีผู้ที่ทำงานวิจัยในแนวนี้กระจายอยู่ในสาขาต่างๆ และคณะต่างๆของมหาวิทยาลัยซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก
การประสานงานให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็เลยทำให้ได้เห็นบทบาทและความเคลื่อนไหวดีๆแจ่มชัดและเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น เห็นศักยภาพและทุนทางสังคมมากมายอยู่ในคนของมหาวิทยาลัย
การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาต่อไปในอนาคตอย่างหนึ่ง เราจึงนึกถึงการรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อจัดการการพัฒนาทางวิชาการแบบชุมชนนักปฏิบัติ หรือ CoP : Community of practice ของคนที่ทำงานในแนวนี้ที่กระจายสอดแทรกอยู่ในสาขาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งในกรุงเทพและวิทยาเขตในภูมิภาคต่างๆของประเทศ
ผมเสนอเพื่อให้เกิดสถานการณ์ของต่างฝ่ายต่างได้โอกาสการพัฒนา หรือ WIN - WIN situation ทั้งในหมู่นักวิจัยและนักวิชาการ กับงานบริหารและการพัฒนาคุณภาพของมหาวิทยาลัย ว่าหากมีการส่งเสริม กลุ่มชุมชนนักวิจัยชุมชน ก็ควรเห็นโอกาสการพัฒนาในมหาวิทยาลัยในสองด้าน คือ (๑) ด้านบทบาททางวิชาการของงานวิจัยแนวนี้ และ (๒) บทบาทต่อการบริหารและพัฒนาองค์กรมหาวิทยาลัย
ในด้านที่จะส่งผลทวีคูณต่อการพัฒนาทางวิชาการ งานวิจัยชุมชน สามารถเป็นหัวหอกนำบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ การศึกษา ศิลปศาสตร์ ให้ส่งผลต่อการสร้างผลกระทบต่อการพัฒาสังคม รวมทั้งการชี้นำการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมด้วยวิธีการทางความูรู้หรือการมี Social impact ของประเทศมากยิ่งๆขึ้น
การเดินมาคุยกันในฐานะที่เป็นการจัดการความรู้ ก็ควรมีองค์ประกอบทางด้าน (๑) การเรียนรู้ทางสังคม Social leraning ทำให้การสะท้อนสำนึกต่อสังคมและการเห็นความเชื่อมโยงกับสังคม สะท้อนลงสู่การ ทำวิจัยมากยิ่งๆขึ้น ไม่ใช่คุยกันเพียงเรื่องเทคนิคการวิจัยและการบริหารจัดการภายใน (๒) เน้นการเรียนรู้และเห็นวิธีคิด-วิถีทรรศนะ ที่สะท้อนออกมาจากมิติต่างๆของการวิจัยนับแต่การตั้งโจทย์และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการนำเอาผลงานมานำเสนอในเชิงแข่งขันกันสร้างผลงาน เพราะจะทำให้แต่ละคณะและแต่ละกลุ่ม CoP ทางการวิจัยชุมชน ติดกับดักการต่างคนต่างทำปริมาณงานแข่งขันและอวดกัน ไม่มุ่งการเรียนรู้และเสริมพลังทวีคูณกันให้เกิดผลดีต่อความเป็นส่วนรวม ดังนั้น (๓) จึงควรนำเสนอและเป็นชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เน้นการเห็นและตอบคำถามระดับ Why อยู่ภายใต้งานวิจัย มากกว่าได้เห็นความรู้แบบ How to และ What รวมทั้งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดพลังการนำไปสู่การปฏิบัติในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองของนักวิจัยคนอื่นๆ มากกว่าเน้นการนำเสนอแบบ Knowledge transfer ซึ่งผู้อื่นอาจทำได้เพียงแต่การร่วมรับรู้เท่านั้น แนวคิดและการออกแบบกระบวนการเหล่านี้มีความสำคัญมาก
ในแง่ของการบริหารและการพัฒนาองค์กรมหาวิทยาลัย งานวิจัยชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมกลุ่มปฏิบัติและชุมชนนักปฏิบัติหรือ CoP ก็จะทำให้เกิดการผสมผสานนวัตกรรมชุมชนและนวัตกรรมทางสังคม หรือ Social innovation และ Community innovation เข้าสู่การพัฒนาคุณภาพและการบริหารองค์กร ให้เกิดความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พัฒนาการวิจัยชุมชนที่มุ่งการเกิด Social impact มากยิ่งๆขึ้น