ครูคิมขา พี่สุได้อ่านข้อความบทนี้ พี่สุเข้าใจแล้ว ว่านักเรียนได้รับการพัฒนา ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเข้าใจในการใช้หลักปรัชญานี้ที่ ซู๊ด.
และมีความเห็นว่าการศึกษาของเด็กที่ครูคิมสอนทั้งโรงเรียนนี้ เห็นว่า เด็กตามภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงการสอน แบบเฉพาะกาลได้ดีเยี่ยม เพราะครูพัฒนาทันกาลเวลา เพราะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งเข้ามาให้เรียนรู้กันจริงจังๆ ก็ตอนที่ภาวะเศรษฐกิจประเทศกำลังย่ำแย่ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว แต่ตามจริงมีมานานแล้วหละ ไม่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจก็ไม่พากันเอามายึด ในที่สุด เมื่อเจอ แล้วมีการรณรงค์ใช้หลักการนี้ แก้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แล้วก็เน้นมาเรื่อยๆ สำหรับคนที่พัฒนาตามการเปลี่ยนแปลงเขาจะรู้ว่า มันคืออะไร และอาชีพทุกอย่างนำหลักการนี้ไปประยุคบูรณาการได้หมด
แต่สำหรับคนที่ไม่ทันยุค แต่เผอิญมีตำแหน่งสูงขึ้น คืออาจจะเป็นคนสมัยก่อน มีอายุหน่อย เลยวัยกลางคนแล้ว ไม่เคยมาศึกษาเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มันมีหลักการอะไรบ้างเวลามาตรวจงาน ก็จะเอาเอกสารเป็นหลัก สมัยเดิมๆที่ยังไม่พัฒนา ก็จะมีแค่เอกสาร พอได้อ่าน แล้ว ก็เซ็น ๆ ไป เพื่อทำตามหน้าที่เฉยๆ ใครจะทำอะไรดีขึ้น ก็ไม่สน เอาเอกสารเป็นหลัก เพราะงานตรวจเขาอาจจะมากมาย จนเหนื่อย หรือไม่มีอารมณ์หรือไม่วันนั้นก็เมียด่า หรือไม่วันนั้นกิ๊กไม่โทรมา (ตายหละ เขาจะว่าพี่สุพูดเกินไปไหมนี่)ไม่มีจิตใจแล้ว ฉะนั้น สมควรปลดเกษียณได้แล้ว ให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงมาทำแทน อะไร อะไรทางการศึกษามันจะได้พัฒนายิ่งๆขึ้นไป
และคนที่มาทำหน้าที่ประเมิน คิดว่าตนเองแน่หรือไง อะไร ก็จะอยู่ปลายปากกาของตนเอง เห็นดีหรือไม่เห็นดีมาสนใจรับไหว้แม้แต่นักเรียน เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ก็จริง เด็กคงไม่อยากเดินตาม หรอก ผู้ใหญ่ไม่รู้กาลเทศะ
ระวังนะทุกวันนี้ กฎหมู่ ยิ่งจะชนะกฎหมายอยู่ เกิดเขาไม่พอใจประท้วงไล่ออกก่อนปลดเกษียณแล้วจะรู้สึก
ตะแนว ตะแนว วันนี้พี่สุแย่แล้ว บ่นจังเลย สงสารคนที่เขาตั้งใจทำ แล้วผลที่ตอบแทนออกมา ไม่สมกับคำว่าเหน็ดเหนื่อย อย่าท้อเชียวนะ สู้ สู้ ซักวัน!