• แม่ฮ่องสอน รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงตามชายแดนภาคตะวันตก เช่น แม่สอด ตาก มีทุนทางสังคมและลักษณะเฉพาะทั้งทางด้านเศรษฐกิจตามแนวชายแดน และด้านสังคมวัฒนธรรม รวมไปจนถึงวัฒนธรรมของคนกลุ่มน้อยซึ่งหลากหลายมาก ทำให้มีศักยภาพ และจะว่าไปแล้ว อาจจะเป็นความจำเป็นจำเพาะบริบทของตนที่ไม่เหมือนใครหลายอย่าง ซึ่งถ้าหากเป็นการพัฒนาในอนาคตที่พึงประสงค์ของตน รวมทั้งเรียนรู้และพัฒนาขึ้นจากวิสัยทัศน์ของตนเอง ก็จะเป็นเมืองชายแดนที่ไม่เพียงทำเรื่องสุขภาวะของท้องถิ่นได้แปลกๆใหม่ๆ เป็นตัวของตัวเองได้เท่านั้น ทว่า อาจจะเป็นการพัฒนารูปแบบของชุมชนเมืองตามแนวชายแดน หรือชุมชนแบบไร้กรอบพรมแดน ที่ดีมากๆก็ได้ หลายภูมิภาคของโลกกำลังเป็นเรื่องสำคัญ และสำหรับประเทศไทยก็น่าจะเป็นแนวทางการพัฒนาตัวเองกับประเทศเพื่อนบ้าน 
  • แต่กว่าจะมีผลออกมาอย่างนี้  ผ้คนและชุมชนคงต้องบ่มประสบการณ์ทางสังคมและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานอีกมาก อาจหลายชั่วอายุคน หรือไม่ก็รอให้เกิดวิกฤติ ทั้งระดับท้องถิ่น และระดับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งๆขึ้นของระหว่างประเทศและที่มากับพลังของโลกาภิวัตน์ ที่ส่งผลกระทบมากๆเสียก่อน
  • การวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคม ผมว่าเป็นวิธีที่มีเหตุมีผล มีกระบวนการทางปัญญา และมีวิธีการจัดการโดยวิธีการความรู้ที่ให่สติและตัวปัญญาแบบสาธารณะที่ดีสำหรับการสร้างและบ่มเพาะประสบการณ์ต่อสังคม ทำให้พลเมืองและชุมชน ตลอดจนกลุ่มประชากรกลุ่มต่างๆ ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งทางประชากรศึกษาจะทำให้เราได้พลเมืองที่มีคุณลักษณะสำคัญ ๒ อย่างคือ (๑) Informed participant (๒) Readiness population ซึ่งจะทำให้มีภาวะการคิดและตัดสินใจต่อเรื่องต่างๆในกระบวนการทางประชากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกิด ตาย ย้ายถิ่นเข้า-ออก การตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง การทำอยู่ทำกิน การวางแผนและพัฒนาครอบครัว ตลอดจนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปฏิรูปสังคมของตน ดีขึ้น สุขภาวะจะดีขึ้นจากพลเมืองที่มีโอการเรียนรู้และเกิดศักยภาพ-ความพร้อมต่อการมีส่วนร่วมในฐานะ actived citizen อย่างนี้  เครือข่ายการทำงานอย่างคุณจตุพรทำเลยจะเป็นพื้นฐานที่ดีที่สามารถยกระดับและพัฒนาไปสู่แนวทางสำหรับขับเคลื่อนภาคสาธารณะของท้องถิ่นนะครับ
  • เมื่อถึงระดับหนึ่ง ก็อาจจะลองซ้อมๆ การเริ่มยกระดับให้เชื่อมต่อกับเรื่องการเคลื่อนไหวภาคสาธารณะของสังคมและการบริหารจัดการความเปลี่ยบแปลง เพื่อให้ Well educated และ Informed Population ที่ผ่านการเกิดประสบการณ์ตรงต่อสังคมท้องถิ่นของตนเองที่ดี เช่น การเปิดเวทีพัฒนานโยบายสาธารณะที่เชื่อมเอาผู้คนที่กระบวนการกลิ้งผ่านไป มาทำเรื่องนโยบายที่สะทอ้นความเป็นตัวของตวเองออกมา  การพัมนายุทธศษศตร์จังหวัดจาก Buttom-up planning การพัฒนาเครือข่ายและองค์กรจัดการสุขภาวะของสาธารณะ ในรูปแบบใหม่ๆ ที่รองรับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและภาคพลเมือง ที่ดีและสนองตอบต่อลักษณะสังคมที่ซับซ้อนอย่างเหมาะสมย่งๆขึ้น อย่างนี้เป็นต้น
  • ทำวิจัยที่ดึงความรู้จากประสบการณ์ออกมา ผสมผสานกับความรู้ภายนอก แล้วก็สะท้อนกลับเข้าไปเป็นเป็น tacit knowlege ทั้งของปัจเจกและของชุมชนจังหวัดอยู่ในวงจรกระบวนการ อย่างต่อเนื่องไปเลย ก็จะเหมาะสมมากอย่างยิ่งนะครับ
  • และโดยเวทีอย่างนี้โดยตัวมันเอง ก็จะเป็นกระบวนการเรียนรู้พัฒนาพลเมือง-ประชากรไปในตัวอีกด้วย จึงทำแล้ว-ทำอีก อยู่เรื่องๆ ให้เป็น Dynamic development management นะครับ
  • เสิรมต่อบทเรียน เพื่อเชื่อมโยงทุนทางประสบการณ์เดิม ให้เป็น Population education for planning and development for specific population gruop and healthy provincial community at border area นะครับ