• อันที่จริงผมได้ปรับปรุงแล้วก็เพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วนให้เห็นแง่มุมเล็กๆน้อยๆได้ดีขึ้นนะครับ ลองโพสต์ให้ใหม่แล้ว แต่คงจะเป็นจังหวะชนกับที่คุณจตุพรโพสต์พอดี เลยหายแซ๊บไปหมดเสียแล้ว เรียกกลับมาก็กลายเป็นอันเดิมพร้อมกับ dialogue ของคุณจตุพรอีกบ๊อกซ์หนึ่ง
  • หากคุณจตุพรบอกว่าพอจะเห็นกระบวนการและเข้าใจแล้วก็คงพอแล้วเนาะ  หากเขียนเพิ่มอีกก็คงจะไปเผยแพร่ในแหล่งอื่นแล้วละ
  • เพิ่มเติมให้นิดหนึ่งเพื่อจะได้เชื่อมต่อกับการทำงานทั่วไปของเวทีชุมชนก็แล้วกันนะครับ
  • พอได้ประเด็นแล้ว หากเป็นการวิจัยสร้างความรู้  ก็จะเป็นหัวข้อและกรอบการระดมสร้างความรู้อย่างมีส่วนร่วม  เช่น ในตัวอย่างนี้ ก็จะเป็นหัวข้อการวิจัยชุมชนของชาวบ้านในเรื่อง ๑) ทุนทางสังคมด้านสุขภาพและสาธารณสุข ๒) ทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม  ๓) นาบัวกับชุมชนพุทธมณฑล ....ในแต่ละหัวข้อ ก็จะเห็นหัวข้อย่อยๆที่ใช้เป็นขอบเขตการวิจัยไปได้เลย
  • หากเป็นการพัฒนาโครงการและแผนปฏิบัติการ ก็จะได้ประเด็นร่วมเพื่อนำไปสู่วงจรการทำแผนปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมต่อไป  ขั้นตอนนี้คนทั่วไปก็จะคุ้นเคยอยู่แล้ว  ซึ่งจากตัวอย่าง เราก็จะได้ประเด็นร่วมที่ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อใช้เป็นชื่อโครงการว่า..... การวิเคราะห์ศักยภาพและทุนทางสังคมของชุมชน.....
  • การเกลาประเด็นให้ออกมาได้ในลักษณะนี้ จะเห็นว่า มิใช่เป็นเพียงกิจกรรมธรรมดาๆ แต่จะเป็นเหมือนการได้วิธีคิดใหม่ ต่อความเป็นจริงของชุมชนด้วย เช่น แทนที่จะเป็นการสำรวจให้งานวิจัยสะท้อนแต่ปัญหาเต็มไปหมด ทุกคนเป็นคะแนนความทุกข์และตัวแทนเสียงสะท้อนปัญหา แล้วก็ไม่นำไปสู่การทำอะไรกันได้ ก็เปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นการค้นหาด้านที่เป็นศักยภาพและทุนทางสังคมของตน ได้ความซาบซึ้งและเกิดความเชื่อมั่นตนเอง ทุกคนเป็นคะแนนของสินทรัพย์และความมั่งคั่ง ที่ชุมชนมีอยู่เป็นทุนทางสังคม  ให้สำนึกต่อสังคมที่ต่างกันมากเป็นอย่างยิ่ง
  • กิจกรรมและโครงการที่ได้จากการวางแผนนั้น ในขั้นต่อไปก็จะมีบทบาทสำคัญ ๒ ส่วน คือ ด้านหนึ่งนักวิจัยชาวบ้านหรือกลุ่มประชาคมวิจัยของชุมชน ก็ใช้ทำงานจริงๆ ให้เป็นกิจกรรมการพัฒนาชุมชนหรือเคลื่อนไหวภาคสาธารณะ
  • แต่อีกด้านหนึ่ง ในแง่การวิจัยแล้ว เราก็ต้องเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การคิดและสิ่งสะท้อนการเรียนรู้ตนเองของชุมชน เพราะแต่ละหัวข้อย่อยๆในกรอบกิจกรรมการวางแผน มันเป็นวิธีคิดอย่างมียุทธศาสตร์นั่นเอง (นึกภาพหัวข้อการเขียนโครงการและการวางแผนปฏิบัติการไปด้วยนะครับ คือ.....วิธีคิดเกี่ยวกับเหตุผลและความจะเป็น วิธีคิดต่อการสร้างจุดหมายและวัตถุประสงค์ วิธีคิดต่อวิธีดำเนินการ และการออกแบบกระบวนการ.....ฯ )  เมื่อถึงตอนวิเคราะห์ ก็จัดเวทีระดมพลังวิเคราะห์เป็นกลุ่มอีก

ข้อดีและสำคัญมากของกระบวนการอย่างนี้ก็คือ เป็นการวิจัยและสร้างความรู้ รองรับกระบวนการทางสังคมที่.............

         (๑) ไม่มีการเลือก ไม่อยู่ในวิธีคิดแบบเป็นขั้ว และไม่มีนัยที่บอกว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร  เราจะเห็นบทบาทต่อการทำหน้าที่ของความรู้ในการเชื่อมโยงให้เห็นว่า ทุกอย่างเกี่ยวข้องและส่งเสริมเกื้อหนุนกันอย่างไร สะท้อนการเกิดทรรศนะที่เห็นประชากรและพลเมืองทุกคน ว่าเป็นทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดทุกคน 

          (๒) ทุกคนและทุกข้อเสนอจากเวทีมีความหมาย มีความสำคัญเฉพาะตน  ต่างมีที่ยืนเหมือนกันหมด ความรู้และหลักการที่สังเคราะห์ขึ้นมาได้ จึงเป็นหลักการหรือฐานทฤษฎีรองรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง (Grounded Theory) ใช้ชั่วคราวในบริบทการทำงานนั้นๆ เสร็จแล้วก็เริ่มวงจรนี้ใหม่ แล้วค่อยยกระดับไปเรื่อยๆ ค่อยทำ ค่อยเรียนรู้ ถอดบทเรียน และสะสมไปอย่างเป็นส่วนหนึ่งของชุนแห่งการเรียนรู้

          (๓) การสร้างกรอบทฤษฎีเป็นกรอบทฤษฎีของผู้ปฏิบัติ  ผู้มีส่วนร่วมและผู้เกี่ยวข้อง สามารถใช้ปัญญาและประสบการณ์ทำความเข้าใจได้มากกว่าการใช้ทฤษฎีและความรู้ภายนอกเป็นศูนย์กลาง ทำให้งานวิจัยแบบนี้ สอดคล้องกับปรัชญาสำคัญของการทำงานที่ใช้คนและชุมชนเป็นตัวตั้งที่ว่า... เริ่มจากที่ชุมชนรู้ และเดินออกจากจุดที่ชุมชนเป็น.... (ศาสตราจารย์ วาย เจมส์ ซี เยน นักวิชาการพัฒนาชนบทชาวจีน รางวัลแมกไซไซ และศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสถานบันพัฒนาการสาธารณุสขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดลและหมอแมกไซไซ)

          (๔) สนองตอบต่อการเรียนรู้และสร้างความรู้แบบ Problem Solving-Based บูรณาการมิติการทบทวนความรู้และเชื่อมโยงทฤษฎีผู้ปฏิบัติกับทฤษฎีที่เป็นสากล โดยใช้ประเด็นเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริงเป็นตัวตั้ง ใช้ความรู้และงานวิชาการที่พอเหมาะพอควรกับขั้นการทำงาน ไม่ใช่ใช้ความรู้เป็นตัวตั้ง

          เรื่องใดไม่ได้เกิดเป็นประเด็นและชาวบ้านยังไปไม่ถึง ก็ยังไม่ต้องใช้ความรู้ให้เกินความจำเป็นต่อเรื่องนั้น  ไม่เหมือนกับการเดินด้วยการทบทวนวรรณกรรมและใช้ความรู้เป็นตัวตั้งในทุกกรณีของการวิจัยที่เน้นบทบาทนักวิจัยภายนอก.