งานเข้าซะแล้ว  น้องกอเอ๋ย   น้องกอไม่เข้าใจ แน่ๆเลย  พี่สุจะอธิบายพอคร่าวๆนะ พี่สุไม่ได้เป็นครูภาษาไทย  เพียงแต่ชอบบทกลอน และรู้ซึ้งในบทกลอนนี้เท่านั้น ว่ามันแอบแฝง ความรู้สึกซ่อนเร้นอยู่ในกลอนนั้น จะต้องเข้าใจในบทกลอนนั้นให้ได้ว่า มันกล่าวถึงเรื่องอะไร อย่างน้อย ก็ต้องเข้าใจหัวข้อกลอน ว่าเขากล่าวถึงอะไร(เดินทางอีกครั้งเพื่อรัก)

 

ก็แสดงว่า ตลอดชีวิตเขา ไม่ทำอะไรเลย(ไม่ใช่ไม่ทำงานนะ  หัวใจเขาเดินหา  ส่วนตัวเขาก็ทำงานอยู่  มัวแต่คร่ำครวญตนตนจะอดตาย ผู้หยิงที่ไหนเขาจะเลือก)หัวใจ ตามหาหัวใจ ตามหารักทำนองนี้แหละ  แต่ขณะที่เขาตามหารักนั้น  เขาก็รู้ว่ามันยากแสนยาก ขึ้นเขาลงห้วย ลงทะเล  แต่เขาก็จะตามต่อไป

และขณะที่เขาตามไปนั้น  เขาก็ระลึกถึงอดีตเก่าๆ ของเขาด้วย ปากครั้งเขาก็บ่น กับตนเอง เกี่ยวกับที่เขาเคยได้รับดอกไม้แทนคำว่าคิดถึง และแปลว่ารักด้วย  และครั้งหนึ่งที่เขาได้รับดอกไม้เขาก็คิดถึงคนรักคนนี้ ถึงกับจูบใบดอกไม้  เคยเห็นมั้ย  พอใจอะไรก็จูบอันั้นแหละ

 

และขณะ ที่เขาตามล่าหารักนั้น  เขาก็ไปเรื่อยๆ หาพบก็พบ หาไม่พบก็ไม่เป็นไร แต่ตลอดทางที่เขาไปนั้น ไม่มีอะไรหนักหนา  คือไปกับคำกลอน (แบกสัมภาระบทกวี) แล้วก็สพายย่ามหนึ่งใบ มีความสุขในชีวิตที่เขาเดินผ่านไป  บางครั้งก็ผิวปากไปเรื่อยๆเพื่อความเพลิดเพลิน  หรือทำอะไรก็ได้ที่ลืมอดีตไป

 

และขณะที่เขาเดินทาง(คำว่าเดินทางต้องเข้าใจอีก ไม่ใช่เดินไปแบบคนเดิน  คือชีวิตของเขาที่ผ่านๆไปในแต่ละวัน เลยว่าเดิน) ขณะที่เขาผ่านไปในแต่ละวันนั้น เขาลืมไม่ลง  ผู้หญิงคนนั้นทำให้เขาเจ็บปวดมาก(ดวงใจแตกยอดต่อราก ถ้าได้แตกรากนั้น แสดงว่าอย่างไรคะ  ก็ฝังใจจำลืมไม่ลง) และเขาก็คิดว่าป่านนี้หญิงคนนั้นกำลังเสพสุขกับชายใหม่ ที่ได้พบรักใหม่  แล้วทิ้งเขาให้เดินล่าหารักใหม่ด้วยความเจ็บแค้น แสนเข็ญ ก็คนมันผิดหวังหนะ

 

การเดินทางครั้งนี้ของเขา เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งในชีวิตของเขา คิดว่าจะไม่เจอมัน แต่มันเป็นไปแล้วจริงๆ  เพราะผู้หญิงชั่วชายชั่วคนนั้นเป็นพยานอยู่แล้ว

 

เขาก็อดที่จะรำพึงไม่ได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มีแต่สิ่งหลอกลวง(โลกนี้ล้วนคำหวาน)   ทะเลที่ว่าเค็ม เขายังไปคิดว่าเป็นน้ำตาลเป็นวิมานของเขา

 

เขาพยายามลบความทรงจำทั้งหมด ที่เคยเจ็บปวด เคยเศร้า ทิ้งไป ไปอยู่ที่สงบแห่งหนึ่งคือแม่น้ำปิง อยู่ในกระท่อมใบไม้ซุกหัวนอน พร้อมดูหิงห้อยระยิบระยับในยามค่ำคืน

 

แล้วเขาก็ยิ้มเยาะกับตนเอง ว่า  ผู้ชายอย่างเขา ไม่น่าจะเป็นคนที่ผู้หญิงต้องทิ้งเขาไป  เขาน่าจะมีผู้หญิงที่สวยมาคอยเอาใจ  แล้วก็คงงีบหลับไป

 

ผีเสื่อแอบเคลิ้มแจจอ ตอนนี้จิตใจของเขา และตัวเขาได้ลอยพบกับหญิงใหม่อีกคนหนึ่ง เหมือนอยู่ในความฝัน  คำแรกก็รักอีกซะแล้ว  ต้องตาเจอ  รักเธอหน้าแดง เขินอาย (นี่เพียงฝันนะคะ)แต่ฝันกลับกลายเป็นจริง

 

เขาเรียนรู้รสแห่งความผิดหวังเสียใจมามากแล้ว เป็นประวัติศาสตร์แห่งหัวใจ เคยมีอดีตมาแล้ว  ครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนครั้งใหม่    ลองอีกซักครั้ง

 

ทำให้เขาได้เขียนกาพย์ขึ้นจากใจ  เพราะขณะนี้ได้มีแรงบันดาล หรือประกายแห่งความรักที่เกิดขึ้นมาในครั้งนี้อีก  อีกครั้ง  ว่างั้นเถอะ

 

ในที่สุดเขาก็คิดว่า คนที่พบนี้ใช่เลย ไม่ใช่คู่ควงธรรมดา เบื่อแล้วก็ทิ้งกัน  เป็นดวงชะตาแห่งรัก  หรือที่เรียกว่า พรหมลิขิต จบแล้ว

 

การเขียนบทกลอน มันต้องคล้องจองกัน ตามกฎของมัน  ถ้าอยากให้เพราะพริ้ง  ก็ต้องเล่นคำ  สัมผัสนอกหรือสัมผัสใน ฉันทรลัษณ์  ลีลา การเล่นคำ  เล่นสำนวน คำแปลกๆที่เอามาใช้  ก็ต้องมีความหมายด้วยและเรื่อง ส่วนมากก็ต้องซึ้ง  คนฟังถึงจะมีอารมณ์ตาม ไม่ต้องมาสร้างอารมณ์เอาเอง หรืองง งวย เขาแต่งภาษาอะไรกัน  ภาษาวิบัติหรือเปล่า

 

และเห็นไหม  ตอนเขาต่อตอนท้ายของพี่สุ  เขาก็คิดเหมือนพี่นั่นแหละ จะผิดหวัง หรือสมหวัง ก็แล้วแต่ มันไม่ไพเราะเหมือนที่เราเขียนเอา หวานจนเค็มอยากอาเจียน(  คริ  คริ ผู้ชายแพ้ท้องแล้ว )

เขาว่าเกิดเป็นคน  มีทั้งคนดีและคนเลว  จะขึ้นนรกตกสวรรค์ชั้น 7 ก็ช่างหัวมัน  แล้วแต่จะทำ  ไม่ว่ากัน  เพียงแต่ว่า ให้คิดถึง (หนึ่งอนันต์)ใครคนหนึ่งบ้าง (อย่าควงให้เห็น อย่าทำร้ายใจกัน) ดูแลกันนะถ้าว่ารัก

 

โอย!  พี่น้องกอขา  งานเข้า แย่เลย  ตะแนว แปวววววววว

เป็นนิทาน  เหมือนของน้องกอ ได้ไหมเอ่ย 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  อย่าเขียนให้คนอื่นแปลยาก ตะแนว แปววววว