สวัสดีครับอาจารย์ชายขอบ

  • ผมขอบคุณอาจารย์ชายขอบไปด้วยเช่นกันที่ค้นคว้าและศึกษาหาแนวคิดไปด้วยแล้วก็นำมาพูดคุยให้ได้ปัญญาไปด้วย ผมตามไปอ่านงานของ Nol แล้ว เป็นทั้งการถ่ายทอดบทเรียนในรูปบทความนำเสนอผลงานทางวิชาการ และการประมวลประวัติพัฒนาการทางความคิดและทฤษฎีของการศึกษาผู้ใหญ่ไปด้วยเลยทีเดียว
  • ผมมีเพื่อนที่ทำงานภาคประชาสังคมในแคนาดา  ทำงานให้การศึกษาแก่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆในแคนาดา และที่น่าสนใจมากเลยคือ การทำงานประชากรศึกษาเชิงรุกต่อกรณีการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ เพื่อทำให้การได้การศึกษาเรียนรู้ที่ดี แปรภาวะการย้ายถิ่น ให้เป็นการเลือกสรรโอกาสการทำงานและดำเนินชีวิตให้ดีที่สุดในประเทศปลายทาง ซึ่งกรณีของเขาคือ การใช้ข้อมูลการย้ายถิ่นเข้าอเมริกา พัฒนาโครงการเข้าถึงชุมชนและประเทศต้นทางเพื่อให้การศึกษาประชาชนที่สนใจ ซึ่งนอกจากจะทำให้เป็นการทำสาธารณประโยชน์โดยตัวกิจกรรมเองแล้ว ยังเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาแรงงานย้ายถิ่นที่สร้างสรรค์ที่สุด แนวการทำงานต่างๆ อาจเรียกได้ว่าใช้วิธีการที่เรียกว่า Andragogy หรือการศึกษาผู้ใหญ่ แต่อาจจะผสมผสานแนวคิดการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมืองไปด้วย เรื่องนี้แคนาดาเก่งมากครับ เขาไม่มีแนวคิดแบบชาตินิยามในความหมายที่แคบ แต่วิธีคิดเขาคือ ใครก็ได้ในโลกนี้ที่เป็นพลเมืองดีและมีคุณภาพ ก็ไปร่วมกันสร้างสุขภาวะสังคมแคนาดาเพื่ออยู่ร่วมกันได้ทั้งสิ้น
  • ก็พอจะพูดได้เหมือนกันครับว่า การศึกษาเรียนรู้และการพัฒนาการเรียนรู้ภาคพลเมือง ต้องเดินตามแนวคิดการศึกษาผู้ใหญ่ แต่หากทบทวนความเป็นมาของการศึกษาผู้ใหญ่ดูแล้ว ก็จะทราบว่าแนวคิดเบื้องหลังและที่มานั้น ต่างกันมากพอสมควร จะว่าไปแล้ว ฐานคิดของการศึกษาผู้ใหญ่เกิดขึ้นอย่างเป็นมาตรการเพื่อแก้ปัญหาอ่านไม่ออก เขียน และคิดคำนวนไม่ได้ตามแบบของการศึกษาสมัยใหม่ ที่หลายประเทศทั่วโลกสนองตอบต่อแนวทางนี้มาช่วงหนึ่ง คนในวงการศึกษาเรียกปัญหานี้ว่าปัญหา 3R : Reading / Writing / Arithematic ซึ่งสภาพปัญหาและบริบทของสังคมเกี่ยวกับพลเมืองผู้ใหญ่ที่ต้องส่งเสริมมีโอกาสการศึกษาเรียนรู้เพื่อจะได้เข้าถึงโอกาสการพัฒนามากขึ้นนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนไปแล้ว หรือไม่เป็นอย่างนั้นแล้วครับ กระนั้นก็ตาม การศึกษาผู้ใหญ่ ยังมีความจำเป็นในหลายกลุ่มประชากร ทว่า ในการจัดกษาศึกษาแบบทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่และพลเมืองของชุมชนระดับต่างๆนั้น ควรมีแนวคิดให้ใช้ที่หลากหลาย และแต่ละแนวคิดมีเหตุผลเบื้องหลังในแต่ละกลุ่มประชากรไม่เหมือนกัน
  • ในบ้านเราและในประเทศกำลังพัฒนานั้น เรื่องหนึ่งที่สังคมต้องให้ความสนใจและมีความสำคัญที่จะต้องบูรณาการเข้ากับกระบวนการทางการศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้ไปด้วยก็คือ การพัฒนาระดับสังคมและวัฒนธรรม เพื่อดำเนินชีวิตและเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในระบบสังคมที่มีอยู่ ให้สังคมมีพลังการพัฒนาอย่างทัดเทียมต่อความจำเป็นที่มากมายซับซ้อนและผู้คนหลากหลายต้องมีภาวะผู้นำแบบรวมหมู่ที่ต้องช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเป็นไปของสังคมอย่างกระตือรือร้น
  • การพัฒนาระดับสังคมและวัฒนธรรมนั้น ก็คือ การที่ต้องมุ่งสู่การปรับเปลี่ยนระดับวิธีคิด ค่านิยม ทัศคติ และการปฏิบัติของหน่วยสังคมระดับต่างๆในทุกขอบเขตที่ก่อเกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง รวมไปจนถึงสิ่งที่ส่งผลต่อวิธีคิด ตัวปัญญา อารมณ์และจิตใจของผู้คน ที่จะสะท้อนไปสู่การกระทำทางสังคมแบบต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่า มันก็คือเรื่อง การศึกษา การสื่อสารเรียนรู้ ศิลปะ  งานทางวัฒนธรรม การสร้างความรู้และการจัดการความรู้ให้แปรไปสู่การปฏิบัติของสังคมนั่นเอง โดยต้องมีสำนึกทางสังคมและจิตสำนึกต่อสาธารณะเป็นองค์ประกอบหนึ่งไปด้วย ซึ่งในด้านนี้ ทฤษฎีการศึกษาผู้ใหญ่โดยมากจะไม่เน้น
  • ในเรื่ององค์ประกอบด้าน สำนึกทางสังคมและจิตสำนึกสาธารณะ จำเป็นมากครับ โครงการทางการศึกษาที่ผสมผสานในงานพัฒนาเป็นจำนวนมากผมคิดว่าไม่เข้าใจและไม่เห็นความสำคัญต่อเรื่องนี้ มักเห็นว่าการจัดกิจกรรมทางการศึกษาให้ผู้ใหญ่แล้วก็ทำงานพัฒนาเสร็จ ทุกอย่างก็ประสบความสำเร็จไปโดยอัตโนมัติหมดแล้ว แต่ในทรรศนะผม หากมีแนวคิดเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของพลเมืองและการศึกษาในแนวพัฒนาประชาคมศึกษาแล้ว กิจกรรมและวิธีการหลายอย่างจะถือว่าไม่ควรใช้ 
  • เช่น การทำกิจกรรมและเล่นเกมส์ให้สนุกสนานเหมือนกิจกรรมลูกเสือ หรือการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มแบบเกมส์สมมติ ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาผู้ใหญ่ที่มุ่งทำการเรียนรู้ให้สนุกและงานปฏิบัติเพื่อให้ประสบการณ์ตามที่ต้องการก็เสร็จสิ้นอย่างสนุกสนาน  อย่างนี้  สำหรับการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมืองและการศึกษาแนวประชาคม ถือว่าเป็นวิธีการที่ลดวุฒิภาวะความเป็นพลเมืองที่เข้มข้นและเข้มแข็งทางความคิด และเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีความนัยต่อการได้ประสบการณ์เกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคมจากกลุ่มที่ปฏิบัติการเรียนรู้ เช่น ไม่เห็นความหมายว่า การเปลี่ยนสถานะตนเองจากการเป็นผู้นั่งรับความรู้อย่างชาวบ้านๆ ไปสู่การลูกขึ้นเป็นผู้นำและริเริ่มการปฏิบัติเรียนรู้ในสถานการณ์นั้นๆ แล้วก็จัดการให้ความรู้และปัจจัยอื่นๆจากภายนอก เข้ามาเสริมต่อได้อย่างเหมาะสมกับเงื่อนไขและความพร้อมของตนเองนั้น ว่าแตกต่างและเป็นโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่กำหนดวิถีสังคม ในวิถีทางที่จะอ่อนแอและพึ่งพิงมากขึ้น หรือเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้มากยิ่งๆขึ้น อย่างไร
  • ในเรื่องการพัฒนาแกนนำภาคพลเมือง และการศึกษาในวิถีประชาคมนั้น ผมว่าค่อยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะดีที่สุดครับ การทำงานเชิงปฏิรูปต้องใฝ่สันติ ใจเย็น หนักแน่น ไปพร้อมๆกับสังคมและชุมชนระดับต่างๆที่เราทำงาน แล้วก็ต้องระวังการสร้างกระแสความนิยม หรือการปักธงช่วงชิงความเป็นผู้นำกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว น่าเบื่อหน่าย กลายเป็นความเคลื่อนไหวเล่นกระแสความนิยมลวกๆ กดทับสิ่งที่ต้องการความจริงจังและดำเนินไปอย่างเป็นวงจรในวิถีชีวิตของชุมชน งานที่ระดับชุมชนหลายอย่างก็อาจจะเหมาะสมกับแนวคิดของการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้อย่างนี้นะครับ
  • อย่างในเรื่องยาเสพติดนั้น (๑) การมองแบบวิธีตีตราทางสังคมว่า ยาเสพติดและผู้เกี่ยวข้องเป็นสิ่งชั่ว สิ่งเลว ก็จะแก้ปัญหาและทำให้เกิดปัญหามากกว่าเดิมตามาอีก  (๒) มองว่าเป็นปัญหาสุขภาพและจิตสังคม  ต้องการการบำบัดดูแลทางจิตใจและพัฒนาทักษะเกี่ยวกับตนเอง กลไกการแก้ปัญหา ก็จะเปลี่ยนไปจากตำรวจไปสู่หมอและบุคลากรทางสุขภาพที่ฝึกฝนมาอย่างเป็นการเฉพาะอีกแบบหนึ่ง อีกทั้งสถานที่และโครงสร้างพื้นฐานในการดูแล ก็จะเปลี่ยนไปจากคุกตาราง ไปสู่การเป็นโรงพยาบาลและแหล่งบำบัดในแนวทางอื่นๆ (๓) มองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม ก็จะเป็นที่เกลียดชังและซ้ำเติมปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา และเน้นการปราบ ทำลาย ขจัด  มากกว่า (๔) มองว่า เป็นผลพวงของปัญหาสังคมและวิถีการพัฒนา ก็จะขยายความเป็นส่วนรวม และเห็นกลุ่มผู้เกี่ยวข้องครอบคลุมไปถึงผู้คนทุกคนมากขึ้น......จะเห็นว่า หากขาดองค์ประกอบเกี่ยวกับสำนึกทางสังคมในสิ่งที่ต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและแก้ปัญหาด้วยกันของชาวบ้านแล้ว เราก็จะระดมพลังประชาชนมาทำโครงการยาเสพติดให้สำเร็จในแง่ของการมีแรงคนและมีการคล้อยตามกันของสังคมมาหนุน แต่ในมิติการศึกษาเรียนรู้แล้ว ได้แต่กิจกรรมที่ทำครับ แต่ไม่ก่อเกิดการเรียนรู้และพัฒนาพลเมืองในความหมายของการศึกษาแนวประชาคม
  • แต่เรื่องนี้มีความเป็นปัจจัตตังเหมือนกันครับ ผมเดินตามแนวนี้ก็เพราะตนเองพอทำสิ่งต่างๆได้ให้มันมีความหมายต่อตนเองและให้รู้สึกว่าได้ทำหน้าที่ต่อสังคมอย่างที่ควรจะทำ อาจารย์ชายขอบก็เชื่อว่ามีความเป็นตัวของตัวเองที่ทำได้อย่างสุดยอดจำเพาะตนในหลายเรื่อง จึงแม้จะต่างกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนะครับ ยิ่งเน้นการทำงานกับคนหลายสาขาด้วยแล้ว  ลองทำและให้มีประสบการณ์ตรงจากพื้นที่ที่เข้มข้นเป็นตัวตั้งเหมือนๆกันก่อนครับ แล้วค่อยมาถอดบทเรียน พัฒนากรอบวิธีคิด และใช้เดินกลับไปทบทวนทฤษฎีให้รอบด้าน การมีคนหลากหลาย หากเดินด้วยการใช้ความรู้ก่อน  หากไม่วนอยู่กับการถกความคิดและความรู้กัน ก็จะต้องมีคนส่วนใหญ่ที่ต้องยอมให้กับสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแบบผ่านๆ  แต่ในใจและในความรู้ที่ตนเองมีประสบการณ์จำเพาะตนอยู่ ก็ไม่เห็นและไม่เออออไปด้วยอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งจะทำให้มีพลังทำได้เพียงเล็กน้อยระดับหนึ่งเท่านั้น ลงลึกและทำงานระดับทุ่มเทไม่ได้  และทำงานที่มีวงจรยาวๆตลอดไปไม่ได้ครับ