สวัสดีครับอาจารย์ชายขอบ

มีบางอย่างที่อยากคุยแลกเปลี่ยนและเสนอแนะ ทว่า เป็นข้อเสนอแนะบนฐานที่เห็นว่าเป็นคนทำงานในแนวทางนี้อีกทั้งเห็นว่าเป็นอาจารย์ชายขอบนะครับ ซึ่งเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีกำลังทางความคิด-กำลังทางวิชาการอีกแบบหนึ่ง ที่ผมประมาณเอาว่าคุยเรื่องพวกนี้ได้นะครับ ลองพิจารณาดูเผื่อจะเป็นแนวทางที่ใช้ทำงานภายใต้หลากหลายเงื่อนไขที่เป็นจริงมากยิ่งๆขึ้นนะครับ

Best Practice ในฐานะวิธีคิดและนวัตกรรมการเรียนรู้ 

           ผมเห็นอาจารย์ชายขอบขึ้นต้น ว่าขอความรู้และความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ขณะเดียวกัน เป็นการขอความรู้ภายใต้ความสนใจเรื่องการศึกษาเรียนรู้ในวิถีพลเมืองหรือการศึกษาในวิถีประชาคม และประชาสังคมศึกษา ซึ่งในทรรศนะผมแล้ว สองเรื่องนี้อยู่ในวิธีคิดจากคนละจุดยืนและคนละกรอบทรรศนะ เนื่องจากการศึกษาเรียนรู้ในวิถีประชาชนพลเมืองนั้น เป็นการศึกษาเรียนรู้ที่มุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาตนเองของพลเมือง

          ดังนั้น การเริ่มต้น หากเริ่มต้นจากการหาความเบ็ดเสร็จ เพื่อความสะดวกและได้ผลแบบทางลัด โดยเฉพาะการรวบรวมและสร้างความรู้จาก(ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง)ประสบการณ์ของผู้อื่น  ก็อาจจะทำให้เราเข้าสู่เรื่องนี้ได้เร็วและชัดแจ้งในแง่ของความรู้ ทว่า อาจจะไม่ใช่แก่ของแนวการศึกษาเรียนรู้แบบนี้ 

          ทั้งนี้ เนื่องจากการศึกษาเรียนรู้ของภาคพลเมือง ควรจะมีสาระและเป้าหมายเป็นละส่วนกับการศึกษาเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น และเป้าหมายของการศึกษาเรียนรู้แนวนี้ มิใช่อยู่แค่เพียงได้ความรู้ที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่การได้ความสำเร็จที่การแก้ปัญหาที่จำเป็นและการปฏิบัติได้ของปัจเจก ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมในขอบเขตต่างๆ

          เรื่องพวกนี้ก็อาจจะมีคำอธิบายและความรู้จากจุดยืน ด้วยวิธีคิดและบริบทที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งอาจจะแตกต่างจากความรู้ที่สร้างขึ้นเพื่อความรู้ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง(อย่างผมและอาจารย์ชายขอบ ยกตัวอย่างกันเองเพียงเพื่อคุยนะครับ จะได้ไม่ต้องไปพาดพิงคนอื่น)

          นอกจากนี้ ในการเรียนรู้เพื่อได้ความรู้ความเข้าใจที่ดีที่สุด บวกกับการอยู่ในบรรยากาศของการมองสิ่งเหล่านี้ในฐานะเป็นการจัดการความรู้ (และเราคุยกันในบล๊อก GotoKnow ด้วย) ซึ่งแนวคิดของเราก็มักจะโน้มไปสู่การได้ Best Practice  เลยก็ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะขอกล่าวถึงเรื่องนี้อีกสักหน่อย (อันที่จริงเป็นความกังวลใจจากการที่เห็นมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มากมายทั่วประเทศ ซึ่งผมเห็นว่ามีบางส่วนที่ไม่น่าจะสะท้อนกับฐานคิดของการจัดการความรู้ที่อิงอยู่กับคนส่วนใหญ่)

  • Best Practice เพื่อที่คนมักแสวงหานั้น มักหมายถึง Best Practice ที่ดีที่สุดในเรื่องนั้นๆ ที่จะให้คำตอบ ให้ตัวอย่างการปฏิบัติที่ถือเป็นตัวชี้วัดและใช้อ้างอิงได้ดีที่สุด เพื่อทำให้เราเริ่มต้นและได้สิ่งที่ต้องการแบบทางลัด ซึ่งแนวคิดและวิธีการอย่างนี้ เป็นเรื่องดีสำหรับการจัดการความรู้เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทว่า เมื่อนำมาเป็นหลักคิดสำหรับการศึกษาเรียนรู้ในแนวประชาคมแล้ว คิดว่าจะสวนทางกับหลักคิดพื้นฐานเลยทีเดียว เพราะวิธีการอย่างนี้ เป็นการมุ่งให้ส่วนน้อยได้ความเป็นเลิศสูงสุดตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน และส่วนใหญ่ที่เหลือ เป็นกลุ่มที่ไปไม่ถึง หากพูดอุปมาอุปมัยก็คือ แนวทางนี้เน้นการแข่งขันเพื่อส่วนน้อยเป็นผู้ชนะและส่วนใหญ่เป็นคนขี้แพ้นั่นเอง  ในขณะที่การศึกษาในวิถีประชาคม เป็นฐานคิดการศึกษาเรียนรู้ที่มุ่งให้ทุกคนและคนส่วนใหญ่ ได้มุ่งพัฒนาความเป็นเลิศตามศักยภาพและความต้องการของตนเอง เริ่มต้นและมีส่วนร่วมออกมาจากความตื่นตัวของตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่พลเมืองเป็นผู้ปฏิบัติ (Active Learning เป็นคนละชนิดกับการเรียนรู้แบบ Passived Learning)  จะว่าไปแล้ว การเรียนรู้ตาม Best Practice เพื่อทำตามอย่างและต่อยอดแบบทางลัดนั้น จะทำให้เราได้ช่างฝีมือที่มีทักษะตามแบบอย่างของ  Best Practice เป็นเหมือน Skill Development  ทว่า การศึกษาเรียนรู้แบบ Active Learning ในวิถีประชาคม จะมุ่งไปไกลกว่านั้น คือ มิใช่เพียง Skill Development  ทว่าต้องการได้ Leardership Development  จึงเน้น Active Learning มากกว่า Passived Learning การถ่ายทอดประสบการณ์จาก Best Practice โดยวิธีคิดแล้วเป็น;bTume Knowledge และ Experiences Transfer เท่านั้น ดังนั้น ผู้รับจึงอยู่ในฐานะ Passive Participant จะเห็นและเข้าใจได้ดีขึ้นต้องขยายความข้อถัดไปครับ
  • Best Practice เพื่อเรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกจากตนเอง  Best Practice สำหรับการทำงานในแนวทางที่ผมยกตัวอย่างให้อาจารย์ชายขอบดูในข้างต้นนั้น มีความหมายและบทบาทแตกต่างจากที่กล่าวถึงในหัวข้อที่ผ่านมาครับ กล่าวคือ ไม่ได้หมายถึงตัวอย่างที่เป๋็นเลิศและตัวอย่างที่ดีที่สุดในแง่ความสำเร็จเมื่อเทียบโดยเกณฑ์มาตรฐาน  ทว่า หมายถึงตัวอย่างที่ดีที่สุดต่อการเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้ชนิดสร้างแรงบันดาลใจให้คนเดินออกมาจากประสบการณ์ตนเอง ตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบรับการถ่ายทอดจากภายนอก ซึ่งเป็นความรู้จากแหล่งประสบการณ์ของผู้อื่น ซึ่งในทางศึกษาศาสตร์แล้วถือว่าเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการ์คนอื่นโดยวิธีการต่างๆ ซึ่งในเชิงคุณภาพและความเข้มข้นแล้ว การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการลงมือของตนเอง จะดีกว่า  ที่เป็นอย่างนี้ ก็เนื่องจากฐานความเชื่อต่างกันอีกด้วย โดยการศึกษาเรียนรู้ในแนวทางนี้  เชื่อว่าความรู้ในระดับการเกิดปัญญาญาณนั้น ต้องสร้างขึ้นมาจากฐานประสบการณ์ภายในตน หรือเชื่อว่า ทุกคนมีความรู้เพื่อชี้นำการปฏิบัติของตนอยู่แล้ว  ดังนั้น การทำให้ผู้คนเกิดพลังสร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วยกัน  จึงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้จากภายนอกไปทดแทนหรือกดทับความรู้ที่อยู่ในประสบการณ์ของผู้คนดังกล่าวนั้น  แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนเป็นประเด็นความสนใจร่วมกัน ถักทอและสานน้ำใจ แล้วดึงเอาความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพต่างๆที่มี  ออกมาใช้  แล้วความรู้ภายนอกกับความรู้สมัยใหม่จากแหล่งอื่นๆ จึงค่อยผสมผสานเข้าไปผ่านการเลือกสรรค์ที่ประชาชนพลเมืองเข้ารู้และรับเข้าไปโดยสมัครใจตามความพร้อมของแต่ละคนที่อาจแตกต่างหลากหลายกันไป  สำหรับ Civil Learning แล้ว การเป็นกระบวนกรขับเคลื่อนการวิจัยที่ให้แรงบันดาลใจเพื่อประชาชนและชุมชนมีพลังและตื่นตัวต่อการเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยตนเอง(รวมทั้งเรียนรู้ที่จะสร้างความรู้ขึ้นมาใช้เพื่อการปฏิบัติของตนเอง)นั้น เป็นแนวการทำงานที่สำคัญมาก  ครูผมสองท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ นิยมค้า มหาวิทยาลัยเชี่ยงใหม่ และ ศาสตราจารย์นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า เป็นวิถีของครูและผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ผู้อื่นที่ดีที่สุด  ผมเห็นจากการมักสังเกตเอาเองว่าพวกทำงานสร้างสรรค์ พวกทำงานศิลปะ และพวกทำงานแนวประชาสังคม  รวมทั้งผู้คนในสาขาอื่นๆ ที่เข้าถึง Stage of the art ของเรื่องนั้นๆ จะใช้และรู้จักแนวการเรียนรู้แบบนี้ครับ
  • เรื่องเหล่านี้ จะเห็นรายละเอียดได้อีกมามาย  หากลองศึกษาเรื่องราวและหลักคิดสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นะครับ...ภววิทยา ทฤษฎีความรู้  ญาณวิทยา  และวิธีวิทยา เพื่อเห็นและเข้าใจเป็นระบบว่า สิ่งต่างๆก่อเกิด ดำรงอยู่ และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร...ความจริงและความรู้เป็นอย่างไรบ้าง สร้างขึ้นได้หลากหลายอย่างไร แบบไหน โดยวิธีอย่างไรบ้าง แต่ละอย่างมีบทบาทและความสำคัญอย่างไร....เราสามารถรู้และเข้าถึงความรู้-ความจริงต่างๆได้อย่างไร.... วิธีการที่เน้นกระบวนการและระเบียบวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีแตกต่างหลากหลายอย่างไร  ทำไม  เหล่านี้เป็นต้น
  • ยาวและรายละเอียดเยอะ แต่คิดว่าคงได้ประเด็นสำคัญไปเป็นแนวศึกษาเพื่อใช้ในการทำงานนะครับ