"

เราจึงมาคิดกันว่า..นอกจากการดูแลด้านร่างกายแล้ว เรื่องความต้องการด้านจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมากๆ "

เป็นความจริงคะแม่ต้อย สุขภาพร่างกายแย่แล้ว บางคนอาจจะต้องพิการ เขาคงต้องทำใจลำบาก ด้านจิตใจเขาก็ต้องการความเอื้ออาทรและกำลังใจจากคุณหมอและพยาบาลเช่นกัน นอกจากพยาบาลร่างกายแล้ว พยาบาลจิตใจด้วย จะมีพยาบาลคนไหนหนอที่ทำได้ให้เห็น

 

ดิฉันเคยติอยู่ว่าเมื่อครั้งที่แม่ดิฉันป่วยที่โรงพยาบาล ดิฉันไม่ได้ยินคำปลอบใจจากพยาบาลคนไหนเลยให้ทำใจ หรือแม่ไปดีแล้ว หรือเพราะอายุท่านมากแล้ว  บางครั้งคนมาเฝ้าก็ต้องการกำลังใจ   พยาบาลใจ เช่นกัน

 

มารักษาแม่ ยังไม่รู้เลยคุณหมอคนไหนรักษา แม้แต่พยาบาลก็เปลี่ยนกะ จะถามใครก็เกรงใจไปหมด เหมือนพยาบาลยุ่งทั้งวัน พอจะถามพยาบาล  พยาบาลก็จะเรี่ยงคอยถามหมอนะคะ

 

ในที่สุดแม่ก็จากไป ยังคิดถึงเมื่อครั้งแม่อยู่โรงพยาบาล นอนหลับไม่กระดุกกระดิก เราได้แต่สังเกตอาการ  สงสารแม่ตอนที่หมอเสียบเครื่องช่วยหายใจลงไป ในคอ แกดิ้นทุรนทุราย และพยายามจะดึงออก คงจะทรมานมาก อยากจะบอกหมอว่า ลิ้นแม่แข็ง คอแม่ก็แข็ง ยัดอะไรลงไป จะเป็นเช่นไร แข็งบวกแข็งแต่ก็เกรงใจหมอ เพราะเรามาพึ่งหมอ เชื่อมั่นในหมอ แต่แม่ทรมาน น่าสงสารแม่คะ

 

และเมื่อรู้ว่าแม่ไม่ไหวแล้ว  อยู่ได้เพราะเครื่องหายใจ  เห็นพยาบาลดึงสายหายใจ ที่ผ่านลำคอของแม่ เท่าท่อน้ำแอสร่อน ตอนดึงออกจนอกแม่แอ่นตาม ทั้งที่แกไม่ไหวติง และได้เห็นน้ำตาแม่ไหลออกมาซีกซ้ายข้างเดียว  ไม่รู้ว่าแกรู้ตัวหรือเปล่า  ถ้าถอดออกแล้วจะอยู่ได้ไม่นาน  น้ำตาแม่ไหล ไม่รู้ว่าแม่เจ็บปวดหรือเปล่า ตอนถอดออก  เราได้เช็ดน้ำตาให้  ขณะนั้น แทนที่เราจะร้องไห้คร่ำครวญ  เราร้องไม่ออก  เพราะเรารู้ว่า ยังจะมีงานใหญ่รออยู่ข้างหน้า  นั่นคือต้องไปเตรียมงานศพ ถ้าเราอ่อนแอ งานจะเสร็จได้อย่างไร

 

แต่ทำใจแล้วนะคะ  แต่ก็มีบ้าง  บางอย่างเร็วๆนี้ที่ประสบ ตอนแม่อยู่โรงพยาบาล ยังจำติดตาไม่หาย รู้แต่ว่าคิดขึ้นมาครั้งคราใด  สงสารแม่คะ

 

ทุกวันนี้ก็ยังพยาบาลใจตนเอง ในเรื่องแม่

ตอนเช้าก็ให้คนที่เฝ้าออกจากหอคนป่วยจะมีหมอเข้ามาตรวจดูแลประจำวัน  อาจจะเกะกะ ซึ่งดิฉันคิดว่า ดิฉันอยากจะเกะกะบ้างเพราะอยากได้รายละเอียดจากหมอ แต่ก็ต้องออกไป เพราะมันเป็นกฎ  คนอื่นเดินออกไป  แล้วเราไม่รู้ภาษาหรือไง (กลัวคนว่าในใจ)