ผมว่าความสุขกับความรู้มันค่อนข้างจะแปรผกผันกันนะครับอาจารย์
โดยเฉพาะในปัจจุบัน คนที่ไม่อยากเรียน แต่ต้องเรียนมีเยอะ
เรียน ในที่นี้คือเรียนในระบบ ตามหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยวางไว้
หลายคนเรียนเพราะไม่รู้จะทำอะไร โดยเฉพาะหลักสูตรมหาบัณฑิต
ถามจริงๆ ครับ ว่านิสิตนักศึกษา เข้ามาเรียนทำไม?
เสียเวลาตั้งสี่ปีเจ็ดปี เพื่อกระดาษใบเดียว
หรือเพราะกระดาษใบนี้ ทำให้เราไม่ต้องทรมานในชั้นเรียนอีกต่อไป?
หรือเพราะกลัวว่าจะสู้คนอื่นไม่ได้ หรือไม่เหมือนชาวบ้าน อาจารย์ว่าไหมครับ?

ผมล่ะรำคาญจริงๆ คนที่เรียนไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต
เรื่องที่อาจารย์ถามว่า “ผมจะทำยังไงดีครับ นักศึกษาก็หาย เวลาก็จะหมด การประเมินต่างๆก็งวดเข้ามา”
ผมตอบตัวเองว่าต้องทำใจครับ

อาจารย์พูดตรงเป๊ะเลยครับว่า “เราตั้งความหวังเรื่องการศึกษาที่ผิดปกติ”
เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติ มันบังคับ แข่งขัน และชิงดีชิงเด่น
ปัญหามันหยั่งลึกลงไปถึงความคิดของนักเรียนนิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และนักการศึกษา
ทุกฝ่ายก็คิดแบบนี้ แล้วจะหาความสุขจากการเรียนได้จากไหน แล้วทำไมถึงยังเรียนกันได้
ก็เพราะกลัวไงครับ กลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน กลัวไม่เหมือนชาวบ้าน
ผมคุยกับเด็กหลายคนที่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร และเริ่มทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้ว
แต่ก็ต้องเรียนในหลักสูตรที่ตัวไม่ชอบ เพื่อผู้ปกครอง เพื่อให้คนยอมรับ
เราเอากระดาษมาวัดความฉลาดกัน และทำมานานแล้ว

การเรียนที่เป็นธรรมชาติ จะมีความสุขกว่านี้ครับ
เรียนแบบพ่อแม่สอนลูกด้วยความรัก อดทน เข้าใจ
เรียนแบบเชื่อมโยงกับโลกของความเป็นจริง
ให้เด็กรู้ว่าเรียนไปแล้วจะเอาไปทำอะไรได้
เรียนแบบดูที่ตัวผู้เรียน ว่าชอบอะไร มีจริตอย่างไร

ที่ว่ามานี่ ยากครับ ผมว่าทำไม่ได้หรอก ในบริบทของสังคมปัจจุบัน
ถ้าจะทำ ก็แพง ซึ่งก็จะทำให้คนที่มีอันจะกินเท่านั้นสามารถเรียนแบบนี้ได้

อาจารย์ว่าไหมครับ?