ขอคิดด้วยคนนะครับ

ผมเห็นหลายคนเชียร์ประโยคที่อาจารย์ ดร.แสวงว่า "อาจารย์เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ และนักศึกษาเป็นผู้เรียนรู้ ด้วยตัวเองแบบสมบูรณ์แบบ ทำงานด้วยตนเอง อาจารย์เป็นเพียงผู้คอยดูแล" แบบนี้ถือเป็นการฟันธงว่าวิธีนี้ดีที่สุดไหมครับ?

ถ้าเราจัดการเรียนการสอบแบบนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าตรงกับระบบเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่าล้มเหลวไม่เป็นท่าในบ้านเรา ผมว่าเราไม่ควรโทษผู้สอน ไม่ควรโทษผู้เรียนด้วย ปัญหาคือเรารับเอาทฤษฎีมาแล้วปรับใช้ไม่ได้ รับมาโดยไม่เข้าใจหลักการ

ผมมองว่าถ้าอาจารย์เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนเอง และเนื้อหาของชั้นเรียนนั้นเปิดโอกาศให้นักเรียนเรียนเองได้

โรงเรียนทหาร ชั้นเรียนสอนประกอบปืน คงไม่สามารถให้นักเรียนเรียนเองได้ ไปรบคงแพ้เขาราบคาบ เรียนเตะฟุตบอลก็คงไม่สามารถให้นักเรียนฝึกกันเองได้ ไปเปิดตำรา ดูวิดีโอก็คงไม่ช่วยเท่ากับได้ครูดี ซึ่งครูต้องสอนครับ ไม่ใช่อำนวยการ เรียนเขียนเรียงความจะให้นักเรียนไปอ่านหนังสือการเขียนเรียงความแล้วลองผิดลองถูกเองก็คงไม่ได้ ถึงได้ก็เสียเวลามาก มาปรับแก้กันหลายหนกว่าจะรู้เรื่อง

เมื่อต้นเทอมที่ผ่านมา วิชาสัมมนาของภาควิชาผม อาจารย์ท่านเดินเข้ามาวันแรกก็เปิดตารางการเรียนการสอนให้นักเรียนดู ปรากฎว่าเป็นตารางเปล่าๆ 15 สัปดาห์ครับ แล้วบอกว่า พวกคุณต้องจัดหัวข้อกันเอง แถมงานโครงการก็ให้ทำอะไรก็ได้ แบบนี้เรียกเอานักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยแท้ แต่คงไปใช้กับชั้นประถม มัธยมไม่ได้ ถึงระดับปริญญาตรี โท ก็เถอะครับ นักเรียนคงส่ายหน้าหาว่าอาจารย์ขี้เกียจ

ที่ผมติดใจมากคือการจะเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ ได้นั้น ต้องตระหนักว่านักเรียนแต่ละคนมีจริต (ตามที่อาจารย์ ดร.แสวงเคยกล่าวไว้ในหัวข้อ ทำไมคนทั่วไปไม่อยากเข้า Blog) นักเรียนบางคนชอบอ่าน บางคนชอบดู บางคนชอบลงมือทำ ผู้อำนวยการสอนต้องเข้าใจนักเรียนทุกคน ถึงจะอำนวยการสอนได้ดี แนะนำได้ถูกต้องตามจริตของแต่ละคน นั่นแปลว่าสัดส่วนครูต่อนักเรียนต้องน้อยมากๆ ห้องหนึ่งมีนักเรียนสิบคนก็มากเกินแล้วครับ การเรียนการสอนแบบนี้ถ้าผู้อำนวยการเรียนรู้คนนั้นเก่งก็จะมีคุณภาพแต่ "แพงและเสียเวลา" ครับ ถ้าผู้อำนวยการเรียนรู้ไม่เก่งก็เสียเวลา เสียเงิน แถมไม่ได้อะไรเลย