คุณพรหมลิขิต

เราเหมือนผงธุลีเล็กๆในจักรวาล ครับ  ...อีกไม่นานก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลอันกว้างใหญ่

พระท่านบอกไว้ว่า มนุษย์เกิดมาชาติหนึ่งมีโอกาสได้ทำกรรมตามแรงบุญของตนเอง ตามเสบียงบุญที่มี ดังนั้นแล้วถือว่ามีโอกาสดีที่เราจะทำกรรมดี

เวลามีน้อยนิดจริงๆ

จริงอยู่ว่าอยู่ที่ไหน ระบบใดก็เป็นคนดีได้ เก็บเสบียงบุญได้

แต่ผมก็มาคิดอีกว่า งานในระบบ(เดิม) ที่ผมทำอยู่ ใช้เวลาส่วนตัว ส่วนหนึ่งถูกดึงไปหมด ทั้งๆที่ผมมีฝันอยู่เต็มไปหมด ที่ยังต้องไขว่คว้าหาฝัน เราถูกพันธนาการด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง...ชีวิตเพิ่งเริ่มเป็นผู้ใหญ่ก็ถูกผูกมัดไว้กับเงื่อนไขใหม่ๆตลอดเวลา

ด้วยการเปลี่ยนความคิดใหม่...ก้าวไปสู่จุดศูนย์กลางของตนเอง ตั้งคำถามแล้วตอบ  หากไม่ใช่ ก็จ้องเปลี่ยน ถามว่าต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่ ผมก็ต้องตอบว่าเดี๋ยวนี้ เพราะเวลาเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา

ผมนั่งดู นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเที่ยวเมืองไทย ทุกคนมีความสุขที่ได้สัมผัสเรียนรู้กับโลกกว้าง แต่มองดูเรา กลับมานั่งทำงาน และทำๆ แบบรับนโยบาย ที่เราต้านทานไม่ได้ ...แล้วก็ทุกข์

คิดดูว่าหากรอจนเกษียณคงอายุมากไปที่จะทำอะไรหลายๆอย่างที่คิดไว้

พอเพียงในจิต ครับ ....ไม่ต้องมีอะไรมาก ขอให้ชีวิตมีความสุข ความสุขคือ ความเป็นอิสระ เดินทางหาฝันได้เมื่อใจคิด และที่สำคัญที่สุดคือการทำเพื่อผู้อื่น การเป็นคนดี คิดดี ทำดี และพูดดี....

หลังจากตัดสินใจไม่รอช้า ...ครั้งนั้น ผมก็รู้ว่าผมคิดไม่ผิด ผมมีความสุขมากครับ ผมให้เวลาคุณภาพกับคนที่ผมรัก ผมทุ่มเทงานที่ผมรักและถนัดได้เต็มที่

ผมได้พักผ่อนยามที่ผมเหนื่อย ผมได้ผ่อนคลายกับสายลม ธรรมชาติที่ผมเกิดมาจากมัน ผมได้ทานอาหารไม่เร่งรีบ เป็นอาหารธรรมชาติที่ผมและแม่ช่วยกันทำ ผมมีโอกาสออกกำลังกายเต็มที่ ไม่ต้องเครียดว่าวันพรุ่งนี้จะต้องนั่งโต๊ะทำงาน แบบปิดสมอง ทำเป็นมนุษย์เงินเดือน

วันนี้วิถีผมเป็นแบบนี้...เศรษฐกิจครอบครัวไม่รวยและไม่จน แต่สุขครับ พอกิน พอใช้ ไม่เดือดร้อน

เชื่อมั่นในความดี  ความดีส่งผลให้ผมตลอดเวลาตั้งแต่ผมคิดครับ

ผมเขียนถอดใจเลยนะครับ.....

เป็นความคิดของผม เป็นตัวของผม ที่คุณพรหมลิขิตอยากรู้