ตอบ คุณซวง ณ ชุมแสง

เมื่อ พ. 18 มี.ค. 2552 @ 09:24

ตามความเข้าใจของผม meaning หรือ ความหมาย ที่โบห์มกล่าวถึง มีความหมาย ๒ นัย นัยแรกก็คือ ความหมายในเชิงเนื้อหาสาระตามที่คนหนึ่งสร้างขึ้นจากการรับรู้โลก(หรือปรากฏการณ์) และต้องการสื่อให้คนอื่นเข้าใจตามที่ตนเข้าใจ แต่เป็นเรื่องยากมากที่คนอื่นจะเข้าใจความหมายที่เขาสร้างขึ้น เพราะทุกตนล้วนมีอคติจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว บางคน (เช่นผม) ที่ชอบใช้ความคิดก็จะสนใจเฉพาะ "ความหมาย" ของคำ จึงไม่ได้ยินเสียงอื่นๆ ใน "กระบวนการสื่อสาร" ทั้งหมด ของเขา เช่น ไม่ได้ยินน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง ฯลฯ ที่สำคัญกว่านั้นอีกก็คือ ความเชื่อ ทัศนคติ วิธีการมองโลก ของผมทำให้ผมบิดเบือนความหมายที่เขาต้องการให้เป็นไปตามความเชื่อ ทัศนคติ และวิธีการมองโลกของผม บางที่ผมก็ตัดสินเขาทั้งๆ ที่ผมไม่ "ได้ยิน" ความหมายทั้งหมดที่เขาต้องการสื่อ ด้วยเหตุนี้ในกระบวนการไดอาลํอก การฝึกฟัง โดย "เปิดใจอย่างเต็มที่" ฟังทั้งสิ่งที่อยากฟังและไม่อยากฟัง ฟังอย่างใส่ใจเต็มที่เพื่อให้เข้าถึง "ความหมาย" ที่แต่ละคนในวงไดอาล็อกต้องการสื่อให้มากที่สุด ในวงวิชาการสื่อสารว่าเป็นไปได้ยากที่ใครจะสามารถสื่อความหมายที่สร้างขึ้นได้ 100% โดยภาษาคำล้วนๆ เพราะเราไม่มีคำที่จะใช้เพียงพอ ด้านผู้รับสารก็ยากที่จะรับสารได้ 100% การฟังอย่างเต็มใจ ตั้งใจ ใส่ใจเต็มที่ ไม่ตัดสิน ไม่ถามหรือแสดงความเห็นสอดแทรก ฟังอย่างสงบ(ปากสงบฟัง)จะช่วยให้เราเข้าถึง "ความหมาย" ที่เขาต้องการสื่อได้มากขึ้น

นัยที่สอง คือ ความหมายใหม่ที่เกิดขึ้นจากวงไดอาล็อก ที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช่สิ่งที่ใครคิดมาก่อน เมื่อถึงจุดนั้น ทุกคนจึง "รู้สึก" มีความสุขที่ใครพูดขึ้นมาก็เหมือนเราพูดเอง หรือเราพูดขึ้นมาคนอื่นๆ ก็รู้สึกว่าเป็นความคิดของเขาด้วย จะเรียกว่าเป็น "ความรู้ใหม่" ที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นมาก็ได้ (ไดอาล็อกจึงมีมิติของความเป็นเครื่องมือของ KM ด้วย หากจะเรียกว่าเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการต่อจิ๊กซอว์ก็คงได้ละ แบบตาบอดคลำช้างอย่างเข้าใจและเข้าใจว่าส่วนที่ตัวเองคลำเจอ-รับรู้นั้นไม่ใช่ช้างทั้งตัว หรือความจริงทั้งหมดของช้าง เมื่อได้ share กันแล้วก็จะทำให้ทุกคนได้เข้าถึงความจริงของช้างมากขึ้น) ส่วนความสุขที่ว่านั้นเกิดจากกระแสแห่งความหมายใหม่ (stream of meaning) ที่ไหลวนอยู่ในวงนั้น