สวัสดีครับ คุณโอ๋

นั่นเป็นเพราะว่าแบบฟอร์มออกแบบเป็น generic & universal แต่งานของเราไม่ใช่น่ะครับ

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าแบบฟอร์มที่ดีกว่านี้ควรจะเป็นเช่นไร แต่เอาเรื่องอื่นที่ใกล้ๆเคียงมาเล่าดีกว่า

เมื่อไม่นานมานี้ ผมกับเพื่อนเคยทำ workshop stake-holder dialogue interview ซึ่งดัดแปลงมาจาก workshop ในหนังสือ Theory U ของ Otto Scharmer เขาบอกว่า งานบางลักษณะเช่นงานบริการสุขภาพ (ในหนังสือเขายกตัวอย่างงานบริการสุขภาพเยอะจริงๆครับ เลยน่าสนใจในกลุ่มกระบวนกร) นั้น บางทีถ้าเราจะวางแผนพัฒนาให้สำเร็จ เราเองอาจจะไม่ qualified ที่จะทำ ชาร์มเมอร์บอกว่า ในขั้นตอนวางแผนนั้น จะต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องกับความฝัน (vision) ของเรามาเข้าร่วมฟังกันให่้หมด หรือมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะ "คน" นั่นเองที่จะทำให้งานสำเร็จ ไม่ใช่ระบบ เครื่องมือ สถานที่ หรืออะไร

หลังจากนั้น ให้ "ถาม" คนที่เราต้องทำไปทำงาน ไปเกี่ยวข้องด้่วยว่า "หน่วยงานของเราทำเรื่องอะไร อย่างไร คุณถึงคิดว่าเป็นการประสบความสำเร็จ?"

"ถ้าจะมีอะไรที่ต้องทำก่อน ในสองสามอาทิตย์ข้างหน้านี้ เพื่อเป็นการทำให้เราเข้าใกล้่ความสำเร็จที่ว่า สิ่งนั้นคืออะไร?"

"อะไรคือการที่คุณอยากมีส่วนร่วมในการทำงานของเรา หรือเป็นส่วนหนึ่งของงาน ที่ทำให้คุณภาคภูมิใจและมีความสุข?"

มีคำถามทำนองนี้อีกเป็นชุดๆ ซึ่ง เป็น "คำถามปลายเปิด" เพื่อเชื้อเชิญ ชักชวน ให้ perspective ของ stakeholder ของเราออกมาแลกเปลี่ยน และทราบว่า เขามองเราอย่างไร และเขามองเขาในบทบาทอะไรที่เกี่ยวข่้องกับงาน "ของเรา" โดยที่เราไม่ได้เป็นคนกำหนดให้ทั้งหมด แม้แต่ criteria ว่าหน่วยงานประสบความสำเร็จ เรายังถามเขาเลยว่าเป็นยังไง

ผมคิดว่าถ้าเปิดเวทีที่มีส่วนร่วมเช่นนี้ อาจจะได้แบบการประเมินอีกแบบหนึ่ง

คนเปลก็อาจจะคิดใคร่ครวญว่า จริงๆแล้วงานของเขานั้นที่ทำอยู่ เขาได้มีส่วนร่วมทำให้เกิด outcome อะไรออกมา และ outcome นั้น ก็จะถูกสะท้อนออกมาจากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องว่ามีความสำคัญเพียงไรแค่ไหน

เจ้าหน้าที่ห้อง lab ที่ไม่ได้สัมผัสอะไรนอกเหนือไปจากหลอดแก้ว สารเคมี เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะได้มีโอกาสรับฟังว่าจริงๆแล้ว ตนเองอยู่ใน loop ใดของงาน และคุณภาพของงานตัวเอง มีผลต่อภาพรวมอย่างไร ตนเองอยากจะให้งานที่ความหมาย ต้องทำเรื่องอะไร แค่ไหน และเริ่มต้นอย่างไร

จู่ๆจะคึิดเอง เออเอง เอาเองนั้น งานหรือแบบฟอร์มที่ได้ ก็จะไม่ holistic และมองไม่เห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของตนเองกับคนรอบข้าง หรือแม้่แต่องค์กรเลย

ถ้าคนทำงาน connect to the source ตลอดเวลา ทำงานที่มีความหมายต่อตนเองตลอดเวลา เพราะทราบว่าสิ่งที่เราทำ ทำให้เรางดงามขึ้นเพราะเป็นการเสียสละให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น เมื่อนั้นงานคุณภาพ จะเป็นงานคุณภาพเพื่อส่วนรวม เพื่อชุมชน เพื่อประเทศไป กำลังใจในการถูกประเมิน จะเป็นแบบผสมผสานทั้งอัตตวิสัยและภาววิสัย