ขอบคุณคุณอักษร ทับแก้ว คุณเนปาลี คิดทางบวกทำได้ง่ายเมื่อมีสติ คือรู้เท่าทันสถานการณ์ว่าเราทำอะไรอยู่ ยกตัวอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคือ ตอนอกหักครั้งแรกในชีวิต ร้องไห้ซะเจ็ดวันเจ็ดคืนจนไม่มีน้ำตาจะไหล เสียใจไหม ใช่เสียใจ รักเค้าไหม รัก รักแล้วถามตัวเองว่าที่เขาจากเราไปทำให้เขาน่าจะดีกว่าอยู่กับเราไหม ก็น่าจะดีอีก เอ้าแล้วเราจะร้องไห้ทำไม รักเขาก็น่าจะดีใจที่เขาได้ดี (ความรักคือการให้ ความปราถนาดี) แต่บางเวลาก็แอบร้องไห้ เสียใจว่าเขาหลอกให้เราหลงทาง หลงทางแล้วจะพึ่งใครได้ อ้าวก็ต้องหัดยืนบนขาตนเองซิ แล้วต้องทำตัวอย่างไร ก้อต้องทำดีซิ ใช่ไหม ทำอย่างไรเรียกว่าทำดี ต้องคิดต่ออีก................คิดไปเรื่อยๆ ไปเรียนต่อปริญญาตรีแล้วทำงาน ....แต่งงาน....มีบุตร....สิบปีผ่านไป เวลาผ่านเจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่งงานกับหมอ อ้าวเลิกกัน มีลูกด้วย(ตอนนี้คิดในใจว่า ข้านี้ช่างโชคดีนะ ถูกเลิกซะก่อนแต่งงาน) จะไม่เรียกว่าโชคดีนะที่อกหักได้อย่างไร
ต่อมาเมื่อแต่งงานแล้วชีวิตผ่านไป..........จนสามีไปทำไห้ไมสบายใจ ไปมี.........อีกมากมาย ร้องไห้อีก....ร้องๆๆๆๆๆ......อ้าวร้องทำไม......อ่านธรรมะ ความทุกข์คืออะไร.......มีอะไรทำให้ทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่มที่รักเป็นทุกข์....การได้ในสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์.....มีรักก็ต้องมีเกลี่ยด มีมืด..มีสว่าง...คิดไปเรื่อยๆๆๆๆๆ เพราะมันมีอย่างนั้น...จึงเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี่จึงเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้.....จริงๆ ก็เคยคิดฆ่าตัวตายนะ....แต่ไม่ถึงเวลาตาย จึงทำให้พบกับสัจธรรม ใครรักเราก็ดี ไม่รักก็ดีทำให้เราเข้มแข็ง ไม่ต้องไปคาดหวังให้ใครรักเรา คาดหวังว่าเขาจะช่วยเรา เราช่วยตนเองก่อน แต่ถ้ามีคนมารัก มาช่วยเราเราก็ยินดี ที่สำคัญ เราต้องรู้จักให้เขา ช่วยเหลือเขา รู้จักเอาใจเขา พึงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นญาติพิ่น้อง แต่อย่าหวังสิ่งตอบแทน จิตจะเป็นสุข
คิดทางบวกได้ ต้องอาศัยประสบการณ์ และการฝึกฝน เช่น คิดว่าจะได้เกรดA แต่ได้B ก็โกรธ อจ.โกรธแล้วทำให้ได้ A ไหม ก็ไม่ได้แล้วจะโกรธทำไม ได้ Bยังไม่พอลงโทษตัวเองทำหัวเสียอีก ไม่มีประโยชน์ก็อย่าโกรธ หรือลงความคาดหวังลงก็ได้เช่น เราน่าจะได้ b พอได้ b ก็เฉยๆๆๆๆๆ ยิ่งเขียนยิ่งงงนะคะ จบดีกว่า