...ปรับตัวอยู่กทม....อย่างไร?ให้เป็นสุข

           คนกทม.มักจะมองคนต่างจังหวัดที่ถือของพะลุงพะลังเข้ามาหางานทำว่า...บ้านนอก...เข้ากรุง....เป็นคำเปรียบเปรยซึ่งการที่คนเรามาในถิ่นที่ไม่รู้จักและแปลกหูแปลกตา ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไปหมดจนถูกมองด้วยหางตาว่า....”บ้านนอก”...

 

        บ้านนอก....เข้ากรุง.... 

        การอยู่ต่างจังหวัดก็มีวิถีชีวิตที่อิสระ...สบายๆ...มีความจริงใจ มีน้ำใจและรอยยิ้มให้กันเสมอ การเป็นอยู่ก็เรียบง่าย เมื่อมีความจำเป็นต้องเข้ามาเรียน ตามหาฝันหรือทำงานในกทม. มันเป็นความแปลกใหม่ชองชีวิตในหลายๆด้าน การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนกรุงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งการเป็นอยู่ที่ทำอะไรก็ต้องเร็ว...กินเร็ว...เดินเร็ว...ทำอะไรก็รวดเร็ว...ไม่งั้นไม่ทัน เช่นการขึ้นรถเมล์ก็ขึ้นไม่ทัน จะลงก็ลงไม่ทันเลยป้ายตลอด การแต่งตัว อาหารก็คนละชนิดและผู้คนที่ชอบใช้สายตามองแบบให้คิดหวั่นใจทางลบ คนบ้านนอกเข้ากรุงอย่างเราถูกปลูกฝังความคิดมาจากบ้านว่า...ระวังจะโดนหลอกนะ..คนกรุงปากหวาน...แต่เชื่อไม่ได้...อย่าไว้ใจใคร?

 

        ด้วยความที่ทั้งกลัวหลายๆด้านและแปลกถิ่น การแต่งตัว(ดีที่สุดแล้วนะ...) แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นบ้านนอก...เข้ากรุง...แม้ว่าสำเนียงจะยังลืมถิ่นเกิดไม่ได้...แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ไม่เห็นต้องอายใคร?...จริงไหม?

 

 

        การเดินทาง 

รถเมล์   เป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว รถเมล์เป็นสิ่งที่คนมาอยู่ในกทม.ต้องรู้จักและเข้าใจที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้เพราะจะไปทางไหน? ก็ต้องอาศัยรถเมล์ เราไม่มีเงินมากพอที่จะใช้แท็กซี่ได้บ่อยๆหรือมีรถขับเอง วัยสร้างตัวต้องประหยัดอดออม เพื่อจะได้เหลือเงินเก็บ รถเมล์มีหลายสาย หลายสี และหลายราคา ต้องศึกษาให้ดี เดี๋ยวนี้มีตั๋วรถเมล์แบบรายสัปดาห์ รายเดือน ถ้าเราต้องอาศัยรถเมล์เป็นประจำก็ใช้คุ้ม (แต่ใช้ได้เฉพาะรถขสมก.เท่านั้นใช้กับรถร่วมไม่ได้) และรถเมล์ฟรีก็มีเหมือนกันแต่มีน้อยบางเส้นทางเท่านั้น

 

 

        รถเมล์ไทยมีความสามารถในการบรรทุกผู้โดยสารได้สุดยอด...กระเป๋าบอก...พี่ๆชิดใน...หน่อยค่ะ. ข้างหน้าถอยไปข้างหลัง...คนข้างหลัง ถอยไปข้างหน้า อัดกันจนคนที่อยู่ตรงกลางไม่มีที่ไป คนเป็นลมยังไม่ล้มเลย เนื่องจากคนเยอะยืนค้ำไว้ทุกด้าน มีคนบ่นดังๆว่า...จะให้ขยับไปถึงไหน?...แค่นี้ก็เบียดกันจนจะเป็นผัวเมียกันอยู่แล้ว (คนแน่นสุดๆถึงเรียกว่าอัดเป็นปลากระป๋อง...ไง...) กดช้า...ไม่จอด กดออดหลายครั้งแถมอีกป้าย...บางคันเช่นรถเมล์สาย 8 ซิ่งยังกะรถแข่งจะเข้าเส้นชัย ผู้โดยสารสวดมนต์แล้วรีบลงป้ายหน้า

 

        รถTaxi   ถ้าท่านมาจากขนส่งไมว่าจะสายเหนือและสายอีสาน(หมอชิต) สายตะวันออก(เอกมัย) สายใต้ สิ่งแรกที่ควรจำ คืออย่าขึ้นรถแท็กซี่ที่คนขับรถลงมาถามหาผู้โดยสารว่าไปไหน...บางทีก็ทำเป็นเนียนพูดภาษาบ้านเดียวกัน เพื่อความสนิทสนม อย่าไปเด็ดขาด...เป็นแท็กซี่ป้ายดำ...เอาเปรียบผู้โดยสารและกลโกงค่าโดยสารต่างๆนาๆ ให้ระวังให้ดีอาจจะถูกหลอก

 

        รถไฟฟ้ามหานคร   เป็นความใฝ่ฝันของคนต่างจังหวัดที่เห็นออกทีวีบ่อยๆ ...อยากขึ้นบ้างจัง....ซึ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลีกเลี่ยงในจุดที่รถแออัดได้ ต้องดูว่าเราต้องการจะไปลงที่สถานีไหน? กี่สถานี ซึ่งจะบอกว่ากี่บาท แล้วก็ไปแลกเหรียญที่ช่องแลกเงิน ซื้อตั๋วที่ตู้ขายอัตโนมัติ(อ่านวิธีใช้ที่ตู้)โดยกดกี่สถานี หยอดเหรียญ---ตั๋วจะออกมาคล้ายบัตรเติมเงินมือถือ นำบัตรไปเสียบช่องทางเข้าสีเขียว ที่กั้นจะยกขึ้นเดินผ่านแล้วหยิบบัตรคืนมาด้วยแล้วเดินไปชั้นบนของสถานีรอที่ชานชลา เมื่อขึ้นรถแล้วตอนขาออก ก็ทำเช่นเดียวกัน(แต่บัตรไม่คืน)...ไม่ต้องอาย...ถ้าไม่รู้จักก็ถามจนท.ผู้ให้คำแนะนำบริเวณนั้นได้เลย...ถือว่าโง่ครั้งเดียว...ฉลาดอีกนาน

 

        รถไฟฟ้าใต้ดิน  เป็นอีกทางเลือก จะมีทางลงด้านล่างสถานี ชุมสายอยู่ที่หมอชิต ไม่ต้องตกใจ รปภ.ขอตรวจกระเป๋าเพื่อรักษาความปลอดภัยและไม่อนุญาตให้นำอาหารหรือน้ำเข้ามารับประทานในบริเวณรถใต้ดิน คุณสามารถเดินไปบอกได้เลยว่าจะไปลงที่ไหน?ในช่องขายตั๋ว ซึ่งจะได้เหรียญสีดำแทนเงินเท่าราคาที่สถานีกำหนด (หรือจะซื้อที่ตู้ขายอัตโนมัติก็ได้)

 

        คุณสามารถใช้เหรียญนี้แตะที่ขวามือตรงรูปเหรียญที่กั้นก็จะเปิดและก็ลงไปรอที่ชานชลา เมื่อตอนออกก็ทำเหมือนกันแต่หยอดเหรียญไปเลย ซึ่งในเวลาเร่งด่วนคนจะแน่นมาก แต่ก็ย่นเวลารถติดได้มากคนจึงนิยมมากและสามารถเชื่อมกันได้ระหว่างรถไฟฟ้าบนดินกับรถไฟฟ้าใต้ดินหลายสถานีเช่นหมอชิตและสุขุมวิทและขอให้คุณเข้าใจว่าการเดินทางไม่ว่าไปทางไหน ถ้าต้องมาต่อถนนก็จะพบรถติดซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ต้องทำใจ...เมื่อมาอยู่กทม.

 

        อาหาร  คนต่างจังหวัด คงจะไม่คุ้นเคยคำว่า...รถเข็น-หาบเร่-แผงลอย...แต่ที่กทม.มีให้เห็นทุกหนทุกแห่ง ซึ่งจะคู่กับเทศกิจคอยตามจับแม่ค้า(เหมือนแมวเฝ้าจับหนู) เป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด เวลากินก๋วยเตียวริมถนนขอแนะนำให้รีบกินลูกชิ้นก่อนเลยค่ะเพราะพอเทศกิจมาต้องหนีเหลือแต่เส้นไม่เสียดาย...แฮะ..ๆๆๆ

        ขอเตือน การซื้อผลไม้ที่แผงริมทางโดยเฉพาะที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิหรือตลาดจตุจักรหรือที่ชุมชน ที่เห็นเรียงผลไม้ไว้สวยๆมากน่ากิน ดูราคาผ่านตาราคาถูกมาก ดูให้ดีค่ะคำว่าครึ่งตัวเท่ามด โลตัวเท่าช้าง พอไปบอกซื้อโลหนึ่งเท่านั้นแหละคิดเงินแล้วอึ้งเลย...จะไม่เอาก็ไม่ได้ แม่ค้าจะโวยวายปากจัดมาก...อาย...ต้องจ่ายเงินแบบไม่เต็มใจ ของก็ห้ามเลือก(ที่เห็นสวยๆนั้นจัดโชว์เท่านั้น) 

        อาหารก็ต้องถามราคาก่อน เช่นที่ตลาดนัดจตุจักร สวนสาธารณะต่างๆ ชอบคิดราคาแพงเกินจริงหวังเอาเปรียบคนต่างจังหวัดเหมือนกัน ถ้าไม่จ่ายเป็นเรื่อง ส่วนอาหารก็อย่ากินสุ่มสี่สุ่มห้า คนไม่คุ้นเคยอาจจะท้องเสียได้ ห้องน้ำก็หายาก นอกจากจุดต่อรถใหญ่ๆคือหมอชิต อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะมีห้องน้ำสาธารณะทั้ง 4 มุมของอนุสาวรีย์ฯและที่ต้องระวังมากคือร้านอาหาร+คาราโอเกะที่เปิดกลางคืน อย่าคิดว่าเป็นเสี่ยมีเงินจ่ายอีหนูมาคอยเสริฟ์...เอาใจ...พอจ่ายเงินอาจหมดตัวแถมยึดรถที่ขับมาด้วย เป็นข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ..เตือนไว้เท่านั้น...

 

        ที่พัก   มีให้เลือกตามราคาเงินในระเป๋าสตางค์ แต่อย่าหวังว่าจะกว้างขวางเหมือนที่บ้านนอกหรอกนะ จะเล็กๆกะทัดรัดเพราะว่าทุกอย่างเป็นการค้าการลงทุนทั้งนั้น ถือว่าแค่พอนอนได้ก็พอ ถ้าจะให้ราคาถูกลงมาก็ต้องออกมาอยู่นอกเมืองหน่อยก็จะมีเงินเหลือไว้ใช้บ้าง ถ้าเป็นผู้ชายก็ขอนอนวัดอาศัยหลวงพ่อช่วงหางานก็ได้ประหยัดดี

 

        การเงิน  ต้องรู้จักคำนวณเงินที่มีอยู่กับรายจ่ายให้ดีเพราะทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น แม้แต่น้ำก็ต้องซื้อกิน จำไว้ ไม่มีใครให้อะไรเรามาฟรีๆ  ฉะนั้นอย่าเชื่อคนง่ายคิดและพิจารณาให้ดีเวลาไปสมัครงานตามโฆษณาในหนังสือพิมพ์หางานนั้น เน้นส่วนมากจะหวังค่าสมัครคนละ 100-200 บาท(รวมกันหลายร้อยคนก็เป็นเงินไม่ใช่น้อยเหมือนกัน) แต่จะเรียกมาสัมภาษณ์ที่หลัง...อ้างอย่างนั้นแหละ ต้องคำนวณเงินให้ดีสำหรับคนมาหางานทำ วางแผนให้รอบคอบ เนื่องจากงานที่ต้องการไม่ได้หาได้ง่ายอย่างที่คิดไว้เสมอไป สำหรับคนทำงาน เงินหาได้ต้องสำรองไว้ฉุกเฉินบ้างส่วนหนึ่ง อย่าหลงเที่ยวแสงสี ติดเพื่อนจนรายจ่ายเดือนชนเดือน

        ขอเตือน สำหรับคนที่สะพายกระเป๋าหรือเป้...ถ้าต้องการเก็บเงินไว้ใช้เอง ให้สะพายกระเป๋ามากอดไว้ที่ด้านหน้า(หน้าอก) แต่..ถ้าสะพายไว้ข้างหลัง...ถือว่าท่านแบ่งให้คนอื่นช่วยใช้เงินในกระเป๋า เนื่องจากคนล้วงกระเป๋า...ถือว่าท่านให้โอกาสเขา จึงไม่แปลกเลย...ถ้าท่านจะเห็นคนในกทม.สะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกสุขลักษณะ แต่...ไม่ถูกล้วงกระเป๋า...เป็นวิธีที่ฉลาด...

 

 

        การทำงาน  กทม.เป็นศูนย์รวมของคนทำงาน อีกทั้งมีงานทุกประเภทรวมถึงความอิสระในงานที่รักที่อยากทำอยู่ในใจของทุกคน ใครฝันจะทำอะไรก็แสวงหา...แต่...ต้องอดทนๆ... ไม่มีงานอะไรที่ได้มาง่ายๆ ปัญหามีไว้แก้ ขอให้คุณตั้งใจจริง อย่าเลือกงานมากเกินไปคุณก็จะมีงานทำแล้วก็อยู่ได้ไม่ยาก

 

       

        การพักผ่อนในวันหยุด  กทม.มีสถานที่พักผ่อนมากมาย เช่นสวนสาธารณะ วัดสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ โรงหนัง ไหว้พระ9 วัด กับขสมก.และที่ดีที่สุดคือพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่เสียเงิน หากิจกรรมมาทำเช่น อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ เล่นกีฬากับเพื่อนๆ ...ถ้าวันหยุดยาวกรุงเทพฯจะกลายเป็นเมืองร้าง ถนนโล่ง ผู้คนเบาบางเพราะคนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันจำนวนมาก

 

        คติการใช้เงิน  ควรจะแบ่งเงินที่ได้นั้นสำรองไว้ฉุกเฉินส่วนหนึ่งเสมอ เพราะว่าอะไรก็ตาม

ไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เช่นตกงาน เจ็บป่วย ดังนั้นการมีเงินสำรองไว้อย่างน้อยก็อุ่นใจ ถ้าเหตุการณ์ปกติก็จะสามารถกลายเป็นเงินเก็บได้ 

        ต้องคำนวณรายจ่ายให้ดี อย่าใช้เงินเกินตัว...อย่าใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำเป็นเด็ดขาด การใช้ชีวิตในกทมปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญเพราะคนต่างจังหวัดมาอยู่ต้องใช้เงินทั้งที่พัก ค่ารถ ค่ากิน ค่ารักษาอื่นๆ ข้อสำคัญอย่าเที่ยวกลางคืนเพราะเงินที่หามาทั้งเดือนกว่าจะได้มา คุณอาจจะใช้หมัดภายในไม่กี่วันเพราะหลงแสงสีที่แปลกตาจากต่างจังหวัดที่ไม่เคยมี อย่าเล่นการพนัน(ทุกรูปแบบ)แล้วคุณจะไม่เดือดร้อนเรื่องการเงิน

 

 

        ศิลปะการทำใจ...ให้เป็นสุข   การใช้ชีวิตในกทม.นั้น...จะว่าสุขก็สุข...จะว่าทุกข์ก็ทุกข์...ถ้ารู้จักในการทำใจได้ ภาวะบีบคั้นในการดำเนินชีวิตก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ เช่น การรู้จักคำว่า ขอโทษ ขอบคุณ ไม่เป็นไร อดทน...และอดทน เห็นใจกันและกัน รู้จักให้อภัยเป็น คิดบวกเป็น ยอมรับความจริง รู้จักปล่อยวาง

 

         

 

        รู้จักหาข้อคิดหรือกิจกรรมมาปลอบใจตัวเองหรือรักษาใจตัวเองในขณะรถติด ผิดหวัง โกรธ เกิดความท้อแท้หรือเสียสมดุลทางใจ คุณต้องพยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวใจของตัวเองให้ได้ (อาจจะเป็นธรรมะหรือข้อคิดหรือที่ปรึกษาให้ใจตั้งหลักได้) แล้วคุณจะมีชีวิตที่แข็งแกร่งได้ในทุกสถานการณ์ อย่าลืมว่า...ไม่มีใครที่ล้มได้ตลอดกาลหรือยืนได้โดยไม่ล้มบ้าง...เมื่อล้มแล้วลุกเป็น...ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีค่า

 

        การคบเพื่อน  มีเพื่อน...ทุกประเภทที่คุณจะได้พบได้เจอในกทม.นี้ อยู่ที่ว่าคุณระมัดระวังในการคบเพื่อนขนาดไหน? มีคนบอกว่าการที่จะดูว่าเราเป็นอย่างไร? ก็ดูจากเพื่อนที่เราคบนั่นแหละค่ะ แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า....การมีเพื่อนแท้ไม่กี่คน ดีกว่ามีเพื่อนจำนวนมากที่ไม่จริงใจ

 

        การเข้าสังคม  คนเมืองกรุง...มักได้รับฉายาว่าชอบ สวมหน้ากากเข้าหากัน การพูดจาดีพูดเพราะไม่ได้หมายความว่ามีความจริงใจ อยู่ในนั้นเสมอไป การพูดจาไพเราะและดูเหมือนหวังดีแต่บางครั้งอาจจะแฝงผลประโยชน์ที่ต้องการร่วมอยู่ด้วย ส่วนความจริงใจ...นั้นมีอยู่แต่บางครั้งอาจจะไม่สวยงามหรือพูดไม่เพราะก็ได้...ถ้ามองให้เห็นในความหวังดี การแต่งกายภายนอก...ไม่ได้บ่งบอกสิ่งที่อยู่ภายในใจได้เสมอไป...เหมือนที่บอกว่า...” รู้หน้า...ไม่รู้ใจ”

 

        บันเทิง  คนสวย คนหล่อ...ก็เป็นแหล่งรวมฝันของวงการบันเทิง ที่หลายคนมาแจ้งเกิดที่กทม. ทั้งนักร้อง ดารา นักแสดง นางแบบ กทม.เป็นแหล่งรวมสถานบันเทิงซึ่งมีทุกรูปแบบ มีทั้งบันเทิงและมัวเมาให้เลือกครบครัน ถ้าอยากผ่อนคลายด้านบันเทิงบ้างก็ไปเป็นครั้งคราว...แต่ไม่ควรบ่อยนัก...ควรไปตามโอกาสพิเศษพอประมาณ แต่ที่ประหยัดก็ดูทีวีอยู่ที่บ้านมีความสุขได้เหมือนกัน อยู่กับครอบครัวเช่าหนังมาดูก็ได้เช่นกัน

 

        เนื้อคู่  หลายคน...หวังจะพบเนื้อคู่ ซึ่งกทม.เป็นแหล่งรวมคนสวย คนหล่อ เกือบสวย เกือบหล่อ bb fb internet การสื่อสาร ทำให้คนหนุ่มสาวมาพบกันในกิจกรรมต่างๆมากมาย รวมถึงแหล่งบันเทิง ที่เที่ยวกลางคืน ส่วนเนื้อคู่นั้นใช่...ตัวจริง?หรือเปล่า?... ก็ไม่แน่ใจ...ส่วนมากจะเป็น... ลับ-ลวง-พราง...ไม่รู้ว่าใคร?...

 

            ความฝันกับความจริง  ....ที่บอกว่าเป็นความฝันนั้น...เพราะว่ากทม.เป็นแหล่งตามหาฝันของทุกคน...ทั้งการงาน...การเงิน...ความรักและการใช้ชีวิต ความสุขหรือครอบครัวที่มีพร้อม แต่...ความจริง... อาจจะเป็นตามฝันหรือไม่?ก็ไม่รู้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีมาก ส่วนคนที่ล้มเหลวในชีวิตก็มีไม่น้อย ในกทม.นี้เป็นแหล่งรวมประสบการณ์ชีวิตที่ทั้งผิดหวังและสมหวัง ดังนั้นไม่ว่าความฝันหรือความจริง...ถ้าท่านล้มแล้ว...ลุกขึ้นเป็น...ความฝันก็อาจกลายเป็นความจริงได้เหมือนกัน จึงมีคนบอกว่า....” คนล้ม...ห้ามข้าม ”...

 

        สิ่งที่ควร...ทำทีสุด   เป็นธรรมดาของชีวิต...ที่สมหวังบ้าง?...ผิดหวังบ้าง?...ไม่ว่าคนต่างจังหวัดหรือคนกรุง ดังนั้นสิ่งที่ควร...ทำที่สุดคือต้องรู้จักการยอมรับความจริงให้ได้... ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตาม แล้วตั้งต้นใหม่...มืดแล้ว...เดี๋ยวก็...เช้า...ความสว่างก็มาเยือนอีก...ชีวิตก็เช่นกัน.

 

      

 

        อยู่หรือไป...หาใช่เรื่องสถานที่ไม่?...ใจคนต่างหาก...    บางคน...มีความสับสน...จิตใจว้าวุ่น...เบื่อกรุงเทพฯ เบื่อสังคม เบื่อเพื่อน...เบื่องาน อยากหนีไปให้ไกลๆ...แต่การจะอยู่หรือไปหาใช่!...เรื่องสถานที่ไม่?...ใจคนต่างหาก... ถ้าใจเป็นอิสระ...ไม่ว่าอยู่ตรงไหน?...ก็พบความสุขได้

 

 

        

 

 

        คงปฏิเสธไม่ได้ที่คนบ้านนอกไม่ใช่น้อยที่นำชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จมาสู่บ้านเกิด บันทึกนี้คงเป็นกำลังใจให้คนบ้านนอก..เข้ากรุง...ได้เห็นมุมมองและศิลปะการใช้ชีวิตในกทม. ที่จะช่วยให้ข้อคิดคนที่อยากมาใช้ชีวิตในเมืองหลวง ได้เห็นหลายๆด้านซึ่งคงจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับเพื่อนๆที่ต้องการอยู่ในโลกที่วุ่นวาย...ที่ชื่อ...กรุงเทพฯ จากคนบ้านนอกเข้ากรุง....ที่ชื่อผึ้งงาน...

 

 

 

 

         

                            (ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)