บางทีกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ (มุมมองของเรา) เราไม่ได้นึกถึงว่าอาจจะเป็นฉาก หรือเป็นความทรงจำอันมีค่าหามิได้ตลอดชีวิตของคนที่เหลือก็ได้

ตายดี (อย่างไร?)

ตอนต่อจาก เผชิญความตายอย่างสงบ ตอน 4

หนึ่งในบรรดารายการ "ตายดี" คราวนี้ที่มีคนตั้งมา (หรือขอมา) คือ ตายในสภาพศพที่สวยงาม ซึ่งคิดว่าน่าสนใจ

ผมไม่คิดว่าเป็นเพราะสาเหตุเรื่อง "ความสวยงาม" เพียงประการเดียวในเรื่องนี้ แต่เป็นการที่เรา "รู้สึก" อย่างไรกับสภาพศพที่ไม่สมประกอบ มันมีความสะเทือนใจจาก disfigured body เหล่านี้อย่างมาก ซึ่งเชื่อว่ามีความรู้สึกเช่นนี้ร่วมกันในหลายชาติ หลายภาษา ดูได้จากการที่เวลามีการรบ มีสงคราม วิธีหนึ่ง (ซึ่งอาจจะเรียกว่าค่อนข้างโหดร้าย) ก็คือการ mutilate body หรือการทำลายซากศพของศัตรูในลักษณะต่างๆ ถือว่าเป็นการทำลายขวัญกำลังใจอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกอวัยวะ หรือการทำร้ายจนเสียรูปในลักษณะต่างๆ

ตอนที่พี่จุฑ ของรพ.ม.อ. นำเอาเรื่องการแต่งหน้าศพมาเป็นกิจกรรมเสริมแก่ผู้ป่วยและญาติ ก็คิดอยู่ว่า idea ดี แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นการโดนใจคนค่อนข้างมาก จนกิจกรรมนี้เผยแพร่ไปหลายๆหอผู้ป่วย ดูเหมือนญาติจะขานรับพิธีกรรมกึ่ง formal เช่นนี้มากทีเดียว

บางทีกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ (มุมมองของเรา) เราไม่ได้นึกถึงว่าอาจจะเป็นฉาก หรือเป็นความทรงจำอันมีค่าหามิได้ตลอดชีวิตของคนที่เหลือก็ได้

อย่างไรก็ดี การตกแต่ง แต่งหน้า แต่งตัวให้ผู้ที่เสียชีวิตไป ก็ยังไม่ได้ควบคุมกรณีอุบัติเหตุต่างๆ อย่างที่หลวงพี่ไพศาลตั้งปุจฉาไว้ว่า พอจะมีอะไรบ้างไหมที่เราจะได้ "ตระเตรียม" ไว้ล่วงหน้า

ประเด็นเรื่องการ มีสติ ที่ผมได้ยกมาเป็นปัจจัยในการ ตายดี ของผม ก็ได้มีการอภิปรายกันพอสมควร คุณเล็กลองเสนอ choice เปรียบเทียบเช่น ถ้ามีอาการปวด เราจะยอมปวดเพื่อจะมีสติอยู่ หรือจะเอายาแก้ปวดน๊อคจนไม่รู้สติ หรือเบรอๆ

หรือระหว่างหัวใจวายตายไปตอนนอนหลับ หรือตายตอนยังรู้สติแต่มีความทุกข์ทรมาน?

ผมตอบไปว่า ผมเชื่อว่าถ้ายัง มีสติ จริงๆ ไม่ใช่หมายถึง conscious นะครับ แต่หมายถึง mindful ซึ่งไม่เหมือนกัน ผมมีความเชื่อว่าการมีสติ และได้พิจารณาความปวด ความทรมานนั้น ก็จะช่วยบรรเทาอาการลงไปได้ ไม่มากก็น้อย (James Lee เคยบอกว่ามีคนไข้ที่สามารถ "พิจารณาความปวด" เสมือนเป็นคนดูจนกระทั่งหายปวดก็มี) ตรงนี้ผมเองก็ไม่เคยลงอ แต่คิดว่าอยากจะลอง และคิดว่าน่าจะ work เพราะผมเชื่อในพลังอำนาจของจิตใจคน

หลวงพี่ไพศาลพูดถึงเรื่องความเชื่อเชิงพุทธว่า การคิดอะไรเกี่ยวกับภพภูมิที่ดีก่อนตายนั้น อย่างน้อยก็จะช่วยได้บ้าง แต่คิดอกุศลก็จะมีผลต่อภพภูมิได้ ยกตัวอย่างพุทธตำนานที่มีพระภิกษุสาวกองค์หนึ่งมีจิตอกุศลเพียงแว่บเดียวก่อนเสียชีวิต กรรมก็บรรดาลให้เกิดเป็นตัวเล็นเกาะอยู่ที่จีวรใหม่ พระพุทธองค์ต้องตรัสให้ไม่ให้มีใครเอามาซัก เอามาสวม จนอีก 7 วัน ตัวเล็นหมดอายุขัยไปเสวยบุญที่ได้ทำมา จึงค่อยเอาจีวรผืนนั้นมาสวมใส่ได้

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทำชั่วมาตลอดชีวิต แล้วจะอาศัยสติชั่วแว่บมาลบล้าง แต่กรรมล่าสุดนี้จะถูดชดใช้ก่อน ดังนั้นหมาโจรที่อาจจะทำใจชั้วขณะก่อนตาย ก็จะได้ "บุญ" แป๊บนึง ก่อนที่จะไปชดใช้กรรมต่างๆจนครบถ้วนภายหลังเมื่อถึงวาระ

หลายๆครั้งที่เราเคยเห็น กรรมเก่า ที่ตามมาทันตอนที่ชัวโมงสุดท้ายนี้เอง ผมเคยพูดว่าถ้าคนไข้เป็นครู ผมสามารถจะเชียร์ให้มีกำลังใจได้ 100% แค่พานักศึกษาแพทย์ไปคารวะ ขอเรียนจากเขา/เธอ แม้ว่าจะไม่มีพลัง ไม่มีกำลังเหลือแล้ว ส่วนใหญ่พอได้ยิน ก็จะยินดีจนมองเห็นจากประกายตาได้ ว่าเรายังเป็นครูอยู่นะ เรายังเป็น ผู้ให้ ได้อยู่นะ ๆไม่ได้เป็นผู้รับเพียงโสตเดียว

มียกเว้นอยู่รายเดียว เป็นครูมาหลายวสิบปี อนคนมาเป็นจำนวนมาก มีลูกศิษย์ลูกหาที่ทราบว่าป่วย ก็มาเยี่ยมกันไม่ขาดสาย หลายๆคนประสบความสำเร็จในชีวิต มีหน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต น่ายินดี แต่การณืปรากฏว่าเธอมีความเศร้าเสียใจอย่างบอกไม่ถูก พอเราไปเลียบเคียงถาม ปรากฏว่าเธอบอกว่าเธอเสียใจที่แต่ก่อนดุนักเรียนมากเหลือเกิน ไม่น่าไปดุเด็กขนาดนั้นเลย เสียใจจริงๆ

มิใยที่เราพยายามจะชี้ให้เห็นว่ามีคนได้ดีเพราะการสอนสั่งอบรมมากแค่ไหน จิตใจของครูรายนี้ก็ยังวนเวียนกับความสำนึกผิดจนกระทั่งวาระสุดท้าย ไม่มีใครสามารถช่วยอะไรได้

ผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมาย เหนือควบคุม ใครที่คิดว่าสามารถ "ลืมกรรมเก่า ลืมสิ่งกระทำผิด" ไปได้มาตลอดทั้งชีวิต แต่ตอนที่เรากำลังจะเปลี่ยนภพนั้น ความทรงจำที่เก็บกดบดบังไว้นับสิบปีก็ตามมาเท่าทันได้อีกครั้งหนึ่ง