สวัสดีครับ อ.บัญชา

ตีสามตีสี่นี่ปกติผมจะออกมาสนทนาเมื่อไม่ได้นอนเท่านั้นเอง ไม่ได้เพราะตื่นเช้า!! เป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ได้ใช้เวลาอันมีสมาธิ นิ่งสงบเช่นนั้นมาอ่านบทความของผม

หลวงพี่ไพศาลอ้างถึงคำพูดของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลว่า "ยามเมื่อมองไปในกระจก เห็นรอยย่นของใบหน้า ก็นึกรู้ว่าตัวเรานี้ไม่ยั่งยืน ยามเมื่อมองไปในท้องฟ้า เห็นหมู่ดาวพราวพราย ก็นึกรู้ว่าตัวเรานี้กระจ้อยร่อยกระจิดริด"

การที่สำนึกว่าเราไม่ยั่งยืน เรานี้เป็นเพียงเศษเถ้าธุลีของจักรวาล ก็ทำให้ ความเสี่ยง ของการตายไม่ดีลดลงได้เยอะตามมติพุทธแล้ว นั่นคือไม่ติดในตัวตน และไม่ติดในกามตัณหา

ผมใช้วิธีที่อาจารย์พูดถึงบ่อยๆครับ ในประเด็นที่ชี้ชวนคนไข้ให้เห็น "เงาตนเอง" ในลูกหลาน หรือแม้กระทั่งลูกศิษย์ลูกหา ในกรณีที่เป็นครูบาอาจารย์ เพราะบางทีการ "ตกทอด" ของเรานั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่เป็น material จับต้องได้ อย่างยีน อย่าง DNA หรือการสำนึกว่าเด็กคนนี้มี "ฉัน" อยู่ในสัดส่วนเท่าไร แต่คำว่า "ฉัน" นี้ออกจะเป็น "นามธรรม" ออกมาสักหน่อย

"ฉัน" อาจจะเป็นการตกทอดคุณค่า คุณธรรม อะไรบางอย่างที่เรา "อิง" ก็ได้ ผมชอบคำแปลคำว่า "จิตวิญญาณ" ของอาจารย์สิวลี ศิริไลมากที่สุด อาจารย์สิวลีเป็นอาจารย์นักปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหิดลครับ ท่านสอนแนะนำและอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และพวกเราที่ ม.อ. เคยได้รับเกียรติท่านมาบรรยายให้ความรู้หลายครั้ง อาจารย์แปลว่า "จิตวิญญาณนั้น เป็นอะไรที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน แต่มีความหมายมีพลังทำให้ชีวิตนี้มีค่า ควรอยู่ต่อ หรือเป็นเหตุผลแห่งการดำรงตน" ในอุปมาอุปมัยนี้ "ฉัน" อาจจะเป็น "อะไรที่ละเอียดอ่อน" อย่างที่ว่านี้ ก็จะเปิดช่องทางให้คนไข้ "เห็นทางออก" ได้กว้างมากขึ้น (เช่นในกรณีที่ไม่มีลูกหลานเป็นต้น) ยกตัวอย่างคำที่แสดงให้เห็น concept นี้ ก็อย่างเช่น "ตัวตาย แต่ชื่อยัง" หรือ "สละชีพเพื่อชาติ" เป็นต้น ทั้ง "ชื่อ" และ "ชาติ" นั้น มีความหมายมากกว่า material แน่นอน และเป็นสิ่งที่ถือว่า "ตกทอด" ทำให้จิตวิญญาณของผู้สละไม่เสียดาย คำว่า "ไม่เสียดาย" นี้ก็คือ "ละวางได้" นั้นเอง เป็นธรรมะสูงสุดอย่างหนึ่งที่เราแสวงหา

ความ "อยากนิยาม" นั้น เป็นแรงผลักดันที่แฝงเร้นอยู่ในตัวเรา เพราะเรา "อยากเข้าใจ" แต่คำว่า "เข้าใจ" นั้น มีทั้งความคิด และอารมณ์ปนๆกันอยู่ บางทีเราก็เผลอคิดว่า "เข้าใจ" เป็นเรื่องของตรรกะเพียวๆ หรือเป็นเรื่องของเหตุผลเท่านั้น ผมคิดว่าคำ "เข้าอกเข้าใจ" อาจจะพอช่วยได้

ผมพึ่งอ่านหนังสือน่าสนใจมากเล่มหนึ่งครับ ชื่อ อยู่กับมาร (Living with the devils) ของ Stephen Batchelor คุณสดใส ขันติวรพงศ์ แปล มีตอนหนึ่งกล่าวว่ามีปราชญ์สมัยโบราณพยายามจัดกลุ่มนิยาม "มาร" ว่ามีกี่แบบ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวป้องกัน ต่อต้าน ปกป้องได้ แต่มารนั้นกลอกกลิ้งนัก การพยายามจัดกลุ่มนิยาม เป็นการตกหลุมพราง เพราะมันจะมาในรูปที่เราไม่ได้จัดกลุ่มไว้ได้เสมอ ถ้าเราพยายามจัดกลุ่ม หรือนิยาม "ตาย" อาจจะง่ายกว่า แต่บางทีก็อาจจะไม่ง่ายเสมอไป คือว่า "ภาษา" ที่เราใช้นั้นมีขอบเขตจำกัดมากเลยครับ หลายๆอย่างที่เราคิดว่า "สื่อได้" จริงๆเป็นไปไม่ได้ที่จะ "สื่อตรง" อย่างเช่น ผมบอกว่า "อร่อย" นั้น ไม่ได้สื่อถึง "รสชาติ" ให้คนฟังเลย แต่เป็นการสื่อว่า "ผมชอบ" อาหารที่กำลังทานอยู่ต่างหาก ดังนั้นแม้ผมอยากจะ "บรรยาย" อร่อยเพียงใด รู้สึกอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ ผมเปรียบเทียบ analogy นี้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาคุยกับฝรั่งเรื่อง "ปฏิบัติพุทธศาสนาแล้วเป็นอย่างไร" ผมว่ามันเหมือนกับ I บอก U ว่า this dish is so delicious นั่นแหละ U จะเข้าใจได้ต่อเมื่อ "ชิมเอง" เท่านั้น ภาษาเราก็ยังมีความจำกัดอยู่เยอะทีเดียว

ผมมีความคิดพยายาม "เชื่อมโยง" ศาสตร์ทุกสิ่งเข้าหากัน ตรงนี้อาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้นะครับ แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า สาเหตุทีเรามี หรือมีเรา นั้น เป็นเพราะสองประการ คือ หนึ่งเรามีชีวิต และสองเราอยู่ในสังคม ดังนั้น ที่เราทำ ที่เราอยู่ ที่เราเรียน เราทำงาน เราค้นคว้า ความรู้ทั้งหมด น่าจะลงเอยมาสิ้นสุด ณ ที่เดียวกัน คือที่เรามีชีวิตและที่เราอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเสมอ

พวกเรามีขอบเขตในการทำความเข้าใจ เรามีบริบท มีกรอบ ครอบงำมาตั้งแต่เด็กว่า เราสายวิทย์ เธอสายศิลป์ ฉันเข้าใจเรื่องนี้ เธอเข้าใจเรื่องนั้น ตรงนี้ฉันทำ ฉันเป็น expert ตรงนั้นเธอทำ เธอเป็น expert แต่แล้วเราก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร

เวลาผมได้มีโอกาสไปยืนอยู่ ณ ปลายเตียงคนไข้ที่กำลังจะจากไป ณ เวลานั้นเป็น privilege  อย่างยิ่งที่จะได้รับฟังเรื่องราวที่เสมือนดั่ง highlight ของชีวิตคนๆหนึ่ง ถามว่า "เข้าใจไหม" ผมคิดว่าผมคงเข้าใจตามบริบท ตามประสบการณ์เก่าของผมเป็นส่วนใหญ่ครับ คงไม่ได้เข้าถึงนัยสำคัญจริงๆของคนเล่าได้ขนาดนั้น แต่ นัยสำคัญ หรือ การรับรู้ ของคนเล่านั้น จริงใจ และจริงที่สุด ของเขา เราไม่มีอำนาจ หรือสิทธิอะไรที่จะบอกว่าคุณเข้าใจผิด หรือบอกเขาว่า "ผมคิดว่าไม่ใช่" แต่ ณ เวลานั้น ผมศิโรราบในความโชคดีของผมที่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น รับฟังเรื่องราว และเก็บเกี่ยวนำมาใช้ต่อไป

ขอบพระคุณอีกครั้งครับที่ได้กรุณามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้